top of page

Family Welfare “สามขา” ของการจัดสวัสดิการครอบครัว


บทความจากนิตยสารการเงินธนาคาร (คอลัมน์ Family Business Society)

ฉบับเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2557

เขียนโดย นวพล วิริยะกุลกิจ



“สวัสดิการครอบครัวมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้สมาชิกในตระกูลมีความเป็นอยู่โดยทั่วไปใน “ระดับที่ดี” หรือ “ยอมรับได้” ไม่ยากจนข้นแค้นจนต้องไปทำงานหรือทำสิ่งที่อาจจะส่งผลเสียหายต่อชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล”



“สวัสดิการครอบครัว” ถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการบริหารจัดการธุรกิจครอบครัว เพราะสวัสดิการของครอบครัวเกี่ยวข้องกับการใช้เงินของกงสีโดยตรง และเป็นเรื่องที่กระทบกับความเป็นอยู่ของสมาชิกครอบครัวโดยรวม

แนวคิดเรื่อง “สวัสดิการครอบครัว” อาจเทียบเคียงได้กับแนวคิด “รัฐสวัสดิการ” ซึ่งเป็นแนวคิดในการบริหารประเทศ ที่กำหนดให้ภาครัฐทำหน้าที่เป็นผู้จัดสรรสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่สำคัญให้แก่ประชาชน ซึ่งจะพบได้มากในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เช่น สวีเดน นอร์เวย์ ฟินแลนด์ หรือเดนมาร์ก เป็นต้น

ลักษณะเด่นของประเทศที่ใช้ระบบรัฐสวัสดิการ คือการให้สวัสดิการแก่ประชาชนอย่างเต็มที่ และรัฐก็เก็บภาษีอย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน เช่น อัตราภาษีบุคคลธรรมดา (Personal Income Tax) ในกลุ่มคนรายได้สูงของสวีเดนและเดนมาร์กอยู่ในระดับเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ (อัตราภาษีบุคคลธรรมดาสูงสุดของไทยอยู่ที่ 35 เปอร์เซ็นต์) ในขณะที่อัตราเฉลี่ยฯ ของโลกอยู่ที่ประมาณ 31 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น วัตถุประสงค์สำคัญของการจัดรัฐสวัสดิการขึ้นก็เพื่อแก้ไขปัญหา “ความเหลื่อมล้ำทางสังคม” ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ของโลกยุคปัจจุบัน

“สวัสดิการครอบครัว” เองก็พยายามแก้ไขปัญหาเดียวกัน นั่นคือปัญหาความเหลื่อมล้ำ แต่เป็นความเหลื่อมล้ำในขอบเขตที่เล็กกว่า คือเพียงในระดับครอบครัว


สวัสดิการครอบครัวคืออะไร?

สวัสดิการครอบครัว หมายถึง “สิทธิประโยชน์” (Benefits) ที่บุคคลได้รับอันเนื่องจากการเป็นสมาชิกของครอบครัว สิทธิประโยชน์อาจอยู่ในรูปของ ค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย ค่าเล่าเรียนสำหรับลูกหลาน เงินเดือนสำหรับผู้สูงวัย หรือเงินช่วยเหลือสำหรับสมาชิกว่างงาน เป็นต้น 

สวัสดิการครอบครัวมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้สมาชิกในตระกูลมีความเป็นอยู่โดยทั่วไปใน “ระดับที่ดี” หรือ “ยอมรับได้” ไม่ยากจนข้นแค้นจนต้องไปทำงานหรือทำสิ่งที่อาจจะส่งผลเสียหายต่อชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล


“แนวคิดที่แตกต่าง” 

อุปสรรคสำคัญของการจัดสวัสดิการครอบครัว

“ทำไมต้องมาจัดสวัสดิการร่วมกัน ต่างคนต่างดูแล (ครอบครัว) ตัวเองไม่ดีกว่าหรือ?”

การจัดสวัสดิการในอีกมุมมองหนึ่งก็คือ การที่ครอบครัวนำเงินมารวมกันเป็นกองกลางและกำหนดให้มีการกระจายเงินกองกลางนั้นออกมาในรูปของ “สวัสดิการ” รูปแบบต่างๆ 

คำถามสำคัญคือ “ทำไมจะต้องนำเงินมากองรวมกันแล้วค่อยๆ แบ่งออกไป ทำไมไม่ให้แต่ละคนบริหารจัดการเงินของตัวเองหรือครอบครัวย่อยๆ ของตัวเอง” ผมเคยพูดคุยกับผู้นำธุรกิจครอบครัวท่านหนึ่งซึ่งตั้งเป้าหมายสำคัญของการบริหารธุรกิจครอบครัวไว้ที่ การแบ่ง “ทรัพย์สินกองกลาง” ทั้งหมดของครอบครัวให้พี่น้องแต่ละคนไปบริหารจัดการกันเอง ไม่ให้เหลือสิ่งที่เรียกว่า “กองกลาง” อีก เพราะเขาเชื่อว่าวิธีนี้จะช่วยลดโอกาสความขัดแย้งระหว่างพี่น้องในเรื่องเงินๆ ทองๆ ลงได้

เราจึงต้องกลับมาที่ประโยชน์พื้นฐานของสวัสดิการครอบครัว ซึ่งก็คือการเป็นหลักประกันใน “คุณภาพชีวิต” ของสมาชิกครอบครัว ซึ่งในเวลาปกติเขาก็สามารถดูแลตัวเองและครอบครัวได้เป็นอย่างดี แต่ในยามที่เขาเกิดเจ็บป่วย หรือเกิดพลาดพลั้งทางธุรกิจซึ่งอาจทำให้เกิดความขัดสนอย่างกะทันหัน หรือเกิดประสบเหตุเภทภัย เขาและครอบครัวก็ยังจะมี “ฟูก” ผืนนี้รองรับอยู่

ยังมีคำถามอีกว่า ถ้าไม่นับหน้าที่ของการเป็น “หลักประกัน” ในชีวิตให้แก่สมาชิกครอบครัวแล้ว สวัสดิการครอบครัวยังจะมีประโยชน์อะไรอีก? สิ่งที่ผมได้พบเห็นมาก็คือ หลายครอบครัวใช้ “ระบบสวัสดิการ” เป็นจุดเชื่อมโยงสมาชิกครอบครัว เพื่อมาบริหารเงินสวัสดิการร่วมกัน มารับประโยชน์จากสวัสดิการของครอบครัวร่วมกัน เป็นอีกหนึ่งกุศโลบายเพื่อเชื่อมสายสัมพันธ์ในครอบครัวให้คงอยู่

จะเห็นว่า สิ่งสำคัญของการจัดตั้งสวัสดิการครอบครัวคือ สมาชิกครอบครัวจะต้องร่วมกันตอบคำถามที่สำคัญเหล่านี้ให้ได้ก่อน ชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีและข้อเสียของการมีระบบสวัสดิการในครอบครัว เพื่อจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้


“เป็นเรื่องธรรมดาของทุกครอบครัว ที่คนที่มีหุ้นมากก็อาจจะอึดอัดที่ตัวเองไม่ได้ใช้แล้วคนอื่นมาใช้ หรือคนที่มีลูกเยอะแต่หุ้นน้อยก็จะแฮปปี้ อย่างไรก็ตาม ถ้าจะให้ครอบครัวไปได้ด้วยดี สมาชิกครอบครัวก็จะต้องเสียสละบ้าง ไม่เช่นนั้นก็จะอยู่กันไม่ได้” - ปริญญ์ จิราธิวัฒน์



จัดสิทธิประโยชน์ให้เหมาะกับครอบครัว

สวัสดิการครอบครัวมีได้หลายรูปแบบ แต่โดยทั่วไปอาจแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ 

1. สวัสดิการพื้นฐาน 5 ประเภทหลัก ได้แก่

  • ค่าที่อยู่อาศัย

  • ค่ารักษาพยาบาล

  • ค่าการศึกษา

  • เงินช่วยเหลือสำหรับผู้มีรายได้ต่ำหรือว่างงาน

  • เงินอุดหนุน เพื่อดูแลผู้สูงอายุ เด็กและผู้พิการ

2. สวัสดิการเสริม เป็นสวัสดิการที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องกับสวัสดิการพื้นฐาน ได้แก่

  • สาธารณูปโภคและค่าใช้จ่ายอื่นในบ้าน เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ

  • ค่าเบี้ยประกันชีวิต

  • ค่าบำเหน็จบำนาญเมื่อเกษียณอายุ อันเป็นผลมาจากการช่วยเหลือธุรกิจครอบครัวมายาวนาน

3. สวัสดิการอื่นๆ แล้วแต่ครอบครัวจะกำหนด

  • รถยนต์

  • ค่าใช้จ่ายเดินทางในและต่างประเทศ / ค่ารับรอง

  • ค่างานศพ งานแต่ง งานบวช ฝากครรภ์-ทำคลอด

  • เงินเริ่มต้นธุรกิจใหม่/เงินกู้จากครอบครัว ฯลฯ



ตัวอย่าง “แผนสวัสดิการครอบครัว” แบบต่าง ๆ

ที่มา : Family Business Asia


จากตัวอย่างทั้ง 3 แผน จะพบว่า แผน A อาจเรียกได้ว่าเป็น Subsistent Program คือให้เฉพาะเท่าที่จำเป็นจริงๆ เหมาะสำหรับครอบครัวใหญ่ที่ความคิดเห็นอาจแตกต่างกันในเรื่องสวัสดิการ แผน Bเป็นแผนกลางๆ อาจเรียกได้ว่าเป็น Customized Program มีการให้ทั้งสวัสดิการพื้นฐานและสวัสดิการอื่นๆ ที่ครอบครัวเห็นชอบร่วมกัน ส่วน แผน Cอาจเรียกได้ว่าเป็น Comprehensive Program คือ มีการให้สวัสดิการที่ครอบคลุมมากที่สุด เหมาะสำหรับครอบครัวขนาดเล็กที่มีเงินกองกลางพอสมควร


“ให้เท่าที่จำเป็น หรือให้อย่างครบถ้วน” คือคำถามสำคัญก่อนที่จะเลือกว่าแผนใดเหมาะกับครอบครัวของคุณ


นอกจากนี้ สวัสดิการครอบครัวอาจไม่จำกัดอยู่เพียงแค่สวัสดิการที่เป็นตัวเงินเท่านั้น สิ่งที่จับต้องไม่ได้แต่มีคุณค่า เช่น เวลา หรือความใส่ใจ ก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า “เงินไม่ใช่สิ่งที่ดิฉันต้องการ ดิฉันมีมากพอแล้ว แต่ขอเวลาจากลูกหลานพาไปเที่ยว พาไปไหว้พระ ดิฉันก็ดีใจแล้ว” คุณแม่ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ในการประชุมครอบครัว


“สามขา” ของการจัดสวัสดิการครอบครัว

หากคิดจะจัดระบบสวัสดิการขึ้นในครอบครัวแล้วละก็ มี 3 เรื่องที่ต้องพูดคุยควบคู่ไปด้วยเสมอ ได้แก่ 1. สิทธิประโยชน์หรือประเภทของสวัสดิการ 2. ระเบียบการให้สวัสดิการต่างๆ และ 3. ที่มาของเงินเพื่อจัดสวัสดิการ

1. สิทธิประโยชน์ สมาชิกตกลงร่วมกันว่าต้องการให้มีสวัสดิการประเภทใดบ้าง โดยเลือกชุดหรือ “แผนสวัสดิการ” ที่เหมาะสมกับครอบครัว

2. ระเบียบการให้ ได้แก่ เกณฑ์การได้รับสวัสดิการครอบครัว การบังคับให้เป็นไปตามระเบียบ หรือกติกา การกำหนดผู้ดูแลเงินกองทุนสวัสดิการระเบียบการเบิกจ่าย เป็นต้น ซึ่งสมาชิกครอบครัวจำเป็นต้องหารือร่วมกันโดยยึดหลัก “ไม่เลือกปฏิบัติ” คือถ้าเข้าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ก็จะได้เหมือนกัน

3. ที่มาของเงินเพื่อจัดสวัสดิการ คือแหล่งที่มาของเงินเพื่อมาจัดสวัสดิการ อาจมาจากหลายแหล่ง เช่น 

  • จากธุรกิจครอบครัวโดยตรง โดยถือเป็นรายจ่ายของบริษัท เช่น การใช้รถของบริษัท ประกันชีวิตและสุขภาพในฐานะกรรมการ การเบิกค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทครอบครัวที่สมาชิกเป็นพนักงานอยู่ เงินกู้กรรมการ เป็นต้น

  • จากเงินปันผลที่ได้รับจากธุรกิจครอบครัว โดยอาจมีการกันเงินส่วนหนึ่งออกจากเงินปันผลของธุรกิจครอบครัว เช่น กันเงิน 10 เปอร์เซ็นต์ออกจากเงินปันผลของสมาชิกทุกคนนำมารวมกันเป็นกองกลาง แล้วบริหารเงินก้อนนี้เพื่อสวัสดิการครอบครัว

  • จากดอกผลของเงินตั้งต้นร่วมกัน เช่น สมาชิกระดมเงินทุนจากสมาชิกทุกคนหรือทุกครอบครัวย่อยๆ นำมาบริหารให้เกิดดอกผล แล้วจึงใช้ดอกผลนั้นสำหรับสวัสดิการต่างๆ เป็นต้น


ที่มา : Family Business Asia



ตัวอย่างการจัดสวัสดิการของครอบครัวจิราธิวัฒน์


ที่มา : Family Business Asiaประมวลและรวบรวมจากบทสัมภาษณ์สมาชิกครอบครัวจิราธิวัฒน์


STEP BY STEP : ขั้นตอนการจัดสวัสดิการครอบครัว

  • ถามสมาชิกครอบครัวก่อน ว่าเห็นด้วยหรือไม่ถ้าจะมี “สวัสดิการ” ร่วมกัน? เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของการมีสวัสดิการครอบครัว

  • พิจารณา “3ขา” ของการจัดสวัสดิการครอบครัว ได้แก่ 

    • สวัสดิการจะมีอะไรบ้าง? อาจกำหนดเป็น “ชุดของสวัสดิการ” เพื่อให้ครอบครัวเลือก

    • จะมีเกณฑ์การให้อย่างไร? ใครจะเป็นคนดูแลเงินกองกลางนี้ การเบิกจ่ายเป็นอย่างไร

    • ที่มาของเงินเพื่อสวัสดิการจะมาจากไหน?

  • หา ”ข้อตกลงร่วมกัน” ในครอบครัวในขาทั้ง 3 ก่อนดำเนินการต่อไป


ข้อสำคัญของการบริหารจัดการเรื่องสำคัญ ๆ ในครอบครัว เช่นเรื่องสวัสดิการ คือต้องให้สมาชิกเห็นชอบร่วมกันก่อน ไม่เร่งร้อน มีการให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจแก่สมาชิกครอบครัวที่ครบถ้วน รอบด้าน เพื่อไม่ให้เกิดคำถามหรือข้อสงสัย ก่อนจะตัดสินใจร่วมกันต่อไปซึ่งจะทำให้ระบบสวัสดิการที่สร้างขึ้นเข้มแข็ง และสำเร็จอย่างยั่งยืน


ประวัติผู้เขียน : คุณนวพล วิริยะกุลกิจ
	ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาให้กับธุรกิจครอบครัว และผู้บริหารสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia)


 
 
 

ความคิดเห็น



© Family Business Asia
  • Facebook
  • Instagram
  • TikTok
  • Youtube
bottom of page