ธุรกิจครอบครัว แยกหรือรวมดี?
- Navaphol Viriyakunkit

- 8 มี.ค.
- ยาว 2 นาที

Family Business Society / การเงินธนาคาร
ฉบับ 392 / ธันวาคม 2557
File: Fam society 392
ธุรกิจครอบครัว แยกหรือรวมดี?
“ในยุคปัจจุบัน ปัจจัยและสภาพแวดล้อมหลายอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปจากธุรกิจครอบครัวรุ่นแรก คำถามสำคัญก็คือ แล้วธุรกิจครอบครัวรุ่นต่อๆ ไป ควรจะยังคงเป็น “บ้านเดียว-ธุรกิจเดียว” ต่อไปหรือไม่”
โดย นวพล วิริยะกุลกิจ
“ความสำเร็จที่เกิดจากความพยายามของคนหมู่มากมักจะยิ่งใหญ่กว่าความสำเร็จที่เกิดจากคนคนเดียว”
- บุญเกียรติ โชควัฒนา
ในชีวิตของคนที่ที่บ้านมีธุรกิจครอบครัว เมื่อครอบครัวเติบโตขึ้น ธุรกิจเติบโตขึ้น คุณอาจต้องมานั่งตั้งคำถามนี้กับตัวเอง หรือคุณอาจเคยได้ยินใครบางคนพูดเรื่องการวาง “แผน” ธุรกิจครอบครัวใช่ไหม วันนี้เราจะมาคุยกันถึงทางเลือกต่างๆ ของการเติบโต ที่ธุรกิจครอบครัวสามารถเลือกเดินครับ
ธุรกิจส่วนใหญ่ในโลกมักเริ่มต้นจากกิจการภายในครอบครัว ธุรกิจนั้นได้ถูกส่งต่อให้แก่คนรุ่นถัดไปที่ต่อยอดธุรกิจให้เติบใหญ่ ณ จุดเริ่มต้นธุรกิจครอบครัวจึงมักมีความเป็น “กงสี” อยู่สูง หุ้นส่วนใหญ่ถือโดยพ่อแม่หรือคนรุ่นพ่อแม่ร่วมกัน และสมาชิกก็มักอาศัยอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกัน และจะถูกดึงเข้ามาช่วยกิจการไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง “บ้านเดียว-ธุรกิจเดียว” จึงมักเป็นรูปแบบหลักของธุรกิจครอบครัวรุ่นแรก
แต่ในยุคปัจจุบัน ปัจจัยและสภาพแวดล้อมหลายอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปจากธุรกิจครอบครัวรุ่นแรก คำถามสำคัญก็คือ แล้วธุรกิจครอบครัวรุ่นต่อๆ ไป ควรจะยังคงเป็น “บ้านเดียว-ธุรกิจเดียว” ต่อไปหรือไม่? หรือมีทางเลือกอื่น? แล้วรูปแบบไหนที่จะเหมาะกับครอบครัวของคุณ
“โตแล้วแตก” หรือ “รวมแล้วรุ่ง” ?
แม้แต่ในประเทศไทยเอง เราก็มีตัวอย่างของธุรกิจครอบครัวมากมายที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งในรูปแบบที่รวมกันและแยกกันประกอบธุรกิจครอบครัว อะไรคือปัจจัยแห่งการประสบความสำเร็จในแต่ละทางเลือก
“โตแล้วแตก” แตกธุรกิจใหม่ ให้โอกาสคนนอกมีส่วนร่วม
“โตแล้วแตก” คือปรัชญาการดำเนินธุรกิจของตระกูลโชควัฒนา ที่มีแนวคิดสำคัญว่า จะมีจุดหนึ่งที่ความคิดและความขยันของพนักงานถึงจุดอิ่มตัว การตั้งบริษัทใหม่แล้วเลื่อนลูกน้องที่อยู่กันมานานให้เป็นเถ้าแก่ ชวนพวกเขามาร่วมลงทุนพร้อมกับมอบอำนาจจะเป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้แสดงฝีมือและต่อยอดธุรกิจ
ด้วยแนวคิดนี้ ทำให้จากบริษัทแรกที่ขายซิปวีนัสได้ขยายออกไปอีกเป็นหลายบริษัท จนในปัจจุบันบริษัทในเครือสหพัฒน์มีจำนวนมากกว่า 300 บริษัท และเพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจที่แผ่ขยายออกไป ครอบครัวโชควัฒนาใช้โครงสร้างบริษัทโฮลดิ้งในการถือหุ้นบริษัทลูกต่างๆ เป็นบริษัทโฮลดิ้ง “สองชั้น” โดยบริษัทโฮลดิ้งชั้นแรกให้สมาชิกครอบครัวโชควัฒนาถือหุ้นโดยตรง และเข้าไปถือหุ้นในบริษัทโฮลดิ้งอีกบริษัทหนึ่งในชั้นที่สอง (บริษัทมหาชน) บริษัทโฮลดิ้งชั้นที่สองนี้จะเข้าไปถือหุ้นในบริษัทที่ทำธุรกิจสายต่างๆ ในเครือ (Operating Companies)
การมอบโอกาสในการเป็นเจ้าของธุรกิจถือเป็นแรงกระตุ้นชั้นเยี่ยม เจ้าสัวเทียม โชควัฒนา เลือกที่จะให้โอกาสพนักงานและลูกหลานในการเข้าไปบริหารกิจการและถือหุ้นในธุรกิจต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องมากระจุกตัวกันในกิจการเดียว “โตแล้วแตก” จึงเป็นแนวคิดการบริหารที่สร้างโอกาสให้ลูกหลานได้แสดงฝีมือ ทุกคนมีพื้นที่ของตนเอง และลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันระหว่างญาติพี่น้อง
“รวมแล้วรุ่ง” ขจัดอาณาจักรย่อยสร้างความมีส่วนร่วมในธุรกิจ
เซ็นทรัล เป็นหนึ่งตัวอย่างแนวคิดในการทำธุรกิจครอบครัวที่ไม่ได้แยกกันออกเป็นบริษัทย่อยๆ มากมาย แต่เลือกที่จะกระจายหุ้นให้เฉพาะคนในตระกูล (ยกเว้นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์) โดยในแต่ละบริษัทจะมีสมาชิกจากหลายครอบครัวเข้ามาบริหารร่วมกันและถือหุ้นร่วมกัน โดยพยายามไม่ให้เกิดการสร้าง “อาณาจักรย่อย” ขึ้นในธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง ทั้งในเชิงการบริหารและการถือหุ้น ซึ่งทำให้เกิดการถ่วงดุลระหว่างสายครอบครัวต่างๆ และช่วยสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของให้แก่สมาชิกในตระกูล
กลุ่มเซ็นทรัลก็เช่นเดียวกับเครือสหพัฒน์ที่ใช้โครงสร้างบริษัทโฮลดิ้งในการถือหุ้นบริษัทลูกต่างๆ ทั้งที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ และนอกตลาดฯ โดยสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทโฮลดิ้งนี้ได้ถูกแบ่งมาแล้วตั้งแต่สมัยผู้นำรุ่นที่ 2 ของครอบครัว (สัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์) ดังนั้น ไม่ว่าธุรกิจจะขยายออกไปอย่างไรหรือจะมีการจัดตั้งบริษัทใหม่อีกกี่บริษัท ทุกคนในครอบครัวก็จะยังมีส่วนร่วมผ่านการถือหุ้นในบริษัทโฮลดิ้งของครอบครัวที่เข้าไปถือหุ้นต่ออีกชั้นในทุกๆ กิจการที่ครอบครัวขยายออกไป
เปรียบเทียบลักษณะโครงสร้างการถือหุ้นและปรัชญาการบริหารธุรกิจครอบครัว
จิราธิวัฒน์ | โชควัฒนา |
|
|
ทั้งสองถือเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของไทย และยังถือเป็นสองตระกูลที่เราแทบไม่ได้ยินถึงปัญหาหรือความขัดแย้งภายในครอบครัวเลย ดังนั้น คงไม่มีคำตอบว่าการบริหารหรือแนวคิดแบบไหนดีกว่ากัน ก็คงจะต้องพิจารณาถึงลักษณะของธุรกิจและสภาพของครอบครัวว่าเหมาะสมกับรูปแบบการถือหุ้นและปรัชญาการบริหารธุรกิจครอบครัวแบบไหนมากกว่ากัน
อยู่รวมกันหรืออยู่แยกกันดี ?
เช่นเดียวกับการรวมหรือแยกธุรกิจที่ยากที่จะบอกว่าแบบใดดีกว่ากัน เรื่องของการอยู่อาศัยก็เช่นกัน การอยู่ร่วมบ้านกันทำให้สื่อสารกันได้สะดวกรวดเร็ว มีบรรยากาศที่เป็นกันเองในการพูดคุยกัน หรืออาจจะทำให้ทะเลาะกันมากกว่าการอยู่แยกกัน พี่น้องอาจคิดถึงกันมากขึ้นเมื่ออยู่ห่างกัน หรือเมื่อสะใภ้บ้านหนึ่งไม่ต้องเห็นพฤติกรรมของพี่หรือน้องของสามีก็อาจเป็นเรื่องที่ดีกว่า ฯลฯ แต่ในหลายครั้งเรายังพบว่าการจะอยู่ร่วมกันหรือแยกกันไม่ใช่สิ่งที่มีกำหนดตายตัวว่าทางใดจะดีกว่า
ปัจจัยต่างๆ เช่น จำนวนสมาชิกในครอบครัว สภาพของบ้านที่อาจคับแคบไม่สามารถขยับขยายได้ การเดินทางไปทำงานไม่สะดวก หรือปัจจัยที่เกี่ยวกับลูก เช่น โรงเรียน เป็นต้น และมีเหตุผลอีกร้อยแปดที่ทำให้สมาชิกต้องแยกย้ายกันไปอยู่ในที่ต่างๆ ดังนั้น คำตอบสำหรับคำถามว่าจะอยู่รวมกันหรืออยู่แยกกัน? อาจเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถที่จะตอบได้ชัดเจนนัก แต่ต้องเป็นการตัดสินใจจากปัจจัยสำคัญต่างๆ เช่น
จำนวนสมาชิกและความเหมาะสมของพื้นที่ของที่อยู่อาศัย
สภาพความสัมพันธ์ในครอบครัว
นิสัยส่วนตัวและรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคน เป็นต้น
เมื่อครอบครัวได้ลองวิเคราะห์คำถาม 2 ข้อข้างต้น ก็จะพบว่าเขาจะมาสู่ 3 ทางเลือก ดังต่อไปนี้

ทางเลือกแรกก็คือ “บ้านเดียว-ธุรกิจแยก” หรือ One-Roof + Separated Business ทางเลือกที่ 2 คือ “แยกบ้าน-แยกธุรกิจ” (Multiple-Roof + Separated Business) และทางเลือกที่ 3 คือ “แยกบ้าน-ธุรกิจเดียว” (Multiple-Roof + United Business) ทางเลือกที่ต่างกันจะนำไปสู่การวางแผนธุรกิจครอบครัวที่แตกต่างกันออกไป 3 ประเภท ดังนี้
1. “บ้านเดียว-ธุรกิจแยก”
ธุรกิจครอบครัวที่มีลักษณะที่สมาชิกอยู่ร่วมกันภายในบ้านเดียวกัน แต่มีการแบ่งแยกกิจการครอบครัวออกไปให้สมาชิกแยกกันไปทำอย่างชัดเจน ในช่วงแรกๆ อาจจะยังร่วมกันถือหุ้นระหว่างสมาชิก หรือพี่น้อง บางครอบครัวก็ให้หุ้นเป็นสิทธิ์ขาดแก่สมาชิกไปเลย เรียกว่า แบ่งหุ้นแบ่งธุรกิจให้เอาไปบริหารเอง ดีชั่วตัวทำ
ข้อดีของธุรกิจครอบครัวแบบนี้ก็คือ ไม่ต้องมาขัดแย้งกันว่าใครทำ ใครไม่ทำ ใครทำผลงานดี ใครยังทำได้ไม่ดี วัดผลยังไง ควรได้เงินเดือนเท่าไหร่ เพราะคนทำดีก็จะได้ผลตอบแทนจากธุรกิจนั้นๆ เอง แต่จะมีปัญหาในช่วงต้นว่าจะแบ่งกิจการไหนให้ลูกคนไหนดี หลายๆ ครั้งพ่อแม่กลัวลูกไม่พอใจ เลยไม่กล้าทำอะไรได้แต่รอไปเรื่อยๆ (จนกว่าจะคิดได้ว่าจะทำอย่างไร!)
สำหรับในบ้าน หากยังคงอยู่ร่วมกันก็ควรกำหนด “กฎของบ้าน” เพราะคนเมื่อมาอยู่ร่วมกันก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่ง ดังนั้น ผู้นำครอบครัวจึงมีหน้าที่กำหนดกติกาในการอยู่ร่วมกันระหว่างสมาชิก เช่น อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ การแชร์ค่าใช้จ่ายในบ้าน หน้าที่ของแต่ละคน การปฏิบัติตัวของเขย-สะใภ้ อะไรที่เราคาดหวังจากพวกเขา (โดยไม่ปล่อยให้เขย-สะใภ้ต้องมาเดาเอง)
ตัวอย่างเรื่องที่ครอบครัวแบบ “บ้านเดียว-ธุรกิจแยก” ควรกำหนดเป็นกติกา
หน้าที่ของแต่ละคนในบ้าน-แบ่งให้ชัดเจนระหว่างสมาชิก ความคาดหวังต่อเขยสะใภ้
ต้องคำนึงถึงเรื่องความเป็นส่วนตัวของครอบครัวย่อยๆ ในบ้านใหญ่
การสร้างโอกาสในการพูดคุยกันระหว่างสมาชิกในบ้าน-อย่าคิดว่าคนที่เจอกันทุกวันจะได้ “คุย” กัน
ค่าใช้จ่ายส่วนกลางในบ้าน-อะไรคือส่วนกลาง อะไรคือส่วนตัว ใครต้องจ่ายอะไรบ้าง เป็นต้น ฯลฯ
2. “แยกบ้าน-แยกธุรกิจ”
ธุรกิจครอบครัวซึ่งมีลักษณะที่สมาชิกครอบครัวแยกกันอยู่ ไม่ได้อยู่รวมกันอีกต่อไป และมีการแบ่งกิจการครอบครัวออกไปให้สมาชิกแยกกันไปทำอย่างชัดเจน กระจายหุ้นให้เป็นสิทธิ์ขาดแก่สมาชิก หรือที่เรียกว่า“แยกบ้าน-แยกธุรกิจ”
ข้อดีของธุรกิจครอบครัวที่แยกกันไปแบบนี้ก็คือ ไม่ต้องมาขัดแย้งกันอีกต่อไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ เมื่อสมาชิกครอบครัวมีเรื่องให้ต้องสัมพันธ์กันน้อยลง โอกาสที่จะต้องมาขัดแย้งกันก็ลดลงอย่างมาก และเมื่อไม่ได้อยู่ร่วมกันแล้ว สิ่งที่น่าคิดต่อมาก็คือ อะไรจะเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงคนในครอบครัวเข้าด้วยกัน แค่นามสกุลหรือ? บางครอบครัวจึงคิดกำหนด “สวัสดิการครอบครัว” ขึ้นมาเป็นเครื่องมือ หรืออาจกำหนดประเพณีครอบครัวที่ต้องทำร่วมกันขึ้นมา เพื่อเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างสมาชิกไม่ให้ห่างกันออกไปเรื่อยๆ
และเมื่อยังคงใช้นามสกุลเดียวกัน การกำหนดกติกาให้แต่ละคนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวงศ์ตระกูลมีหน้าที่ที่จะไม่ประพฤติตนให้เป็นที่เสื่อมเสียชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล หรือแม้กระทั่งกำหนดให้ทำหรือไม่ให้ทำกิจการอะไร เช่น บางครอบครัวก็จะไม่ยอมให้ทำธุรกิจที่เป็นการผิดศีล เช่น โรงฆ่าสัตว์ หรือขายแอลกอฮอล์ เป็นต้น ก็เป็นเครื่องมือที่ครอบครัวสามารถใช้ลดความจัดแย้งที่อาจเกิดในอนาคตได้ เพียงแต่ต้องมีการคุยตกลงกันแต่เนิ่นๆ
ตัวอย่างเรื่องที่ครอบครัวแบบ “แยกบ้าน-แยกธุรกิจ”ควรกำหนดเป็นกติกา
การเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างคนสายเลือดเดียวกัน เช่น มีกิจกรรมร่วมกัน หรือการสร้างระบบสวัสดิการครอบครัวร่วมกัน
หน้าที่ในการดูแลพ่อแม่ รวมทั้งชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล
การดูแลสมาชิกครอบครัวไม่ให้มีสถานะทางสังคมเศรษฐกิจที่ห่างกันไปเรื่อยๆ เช่น บางคนอาจประสบความสำเร็จมาก บางคนล้มเหลว จะค้ำจุนช่วยเหลือกันอย่างไร ฯลฯ
3. “แยกบ้าน-ธุรกิจเดียว”
ธุรกิจครอบครัวซึ่งมีลักษณะที่สมาชิกครอบครัวแยกกันอยู่ ไม่ได้อยู่รวมกันอีกต่อไป แต่กิจการครอบครัวยังคงทำร่วมกัน ถือหุ้นร่วมกัน บริหารร่วมกัน หรืออาจจะเรียกได้ว่า แยกบ้าน ไม่แยกธุรกิจ
ข้อดีของครอบครัวที่แยกกันอยู่แบบนี้ก็คือ ไม่ต้องมาขัดแย้งกันในเรื่องจิปาถะ เรื่องที่มีปฏิสัมพันธ์กันหลักๆ ก็คือ เรื่องงาน ปัญหาเรื่องเขย-สะใภ้ก็จะลดลงมากเมื่อเทียบกับกรณีที่ต้องอยู่ในบ้านภายใต้ชายคาเดียวกัน การเปรียบเทียบระหว่างบ้านโน้นบ้านนี้ก็จะลดลง ปัญหาทำไมคนนั้นทำอย่างนู้นคนนี้ทำอย่างนี้ก็จะลดลง
อย่างไรก็ตาม คำถามที่สำคัญก็คือ แล้วทายาทรุ่นต่อๆ ไปที่ถูกเลี้ยงมาภายใต้วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน (คนละบ้าน) อยู่ห่างกัน และหากยิ่งไม่ได้เจอกันบ่อยๆ นิสัยใจคอ ความคิดความอ่านก็ย่อมจะต่างกันไปตามวันเวลา และหากเมื่อวันหนึ่งพวกเขาจะต้องเข้ามาร่วมกันบริหารกิจการที่ยังคงเป็นธุรกิจเดียวกันอยู่เช่นในกรณีนี้ พวกเขาจะทำงานร่วมกันได้ไหม (บางครอบครัวอาจพยายามให้ลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนเดียวกัน หรือมีกิจกรรมร่วมกันเพื่อคงความใกล้ชิดแม้ไม่ได้อยู่ร่วมกัน)
เมื่อแยกกันอยู่ ครอบครัวย่อยใดที่ไม่ค่อยมีบทบาทในธุรกิจก็อาจรู้สึกห่างไกลออกไปเรื่อยๆ ยิ่งถ้าความคิดเห็นไม่ค่อยจะตรงกัน สมาชิกเหล่านั้นอาจเริ่มคิดที่จะออกไปทำอะไรของตนเองมากกว่าจะรวมกันอยู่ในธุรกิจเดียว ดังนั้น ครอบครัวที่มีลักษณะเช่นนี้อาจจำเป็นต้องคิดวางแผนว่าจะทำอย่างไรให้สมาชิกยังคงรู้สึกมีความสำคัญและยังมีบทบาทต่อความก้าวหน้าของธุรกิจครอบครัว
ตัวอย่างเรื่องที่ครอบครัวแบบ “แยกบ้าน-ธุรกิจเดียว”ควรกำหนดเป็นกติกา ได้แก่
การสร้างความมีส่วนร่วมในธุรกิจครอบครัว ไม่ให้ใครรู้สึก “ไม่สำคัญ”
กติกาในการออกไปทำธุรกิจส่วนตัวนอกเหนือจากธุรกิจครอบครัว
กติกาในการซื้อ-ขายหุ้นระหว่างกัน
การสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงทายาทในรุ่นต่อไปที่อาจจะต้องกลับมาทำงานร่วมกันในธุรกิจครอบครัว ฯลฯ
สรุปประเด็นสำคัญ
แยกหรือรวมธุรกิจ-ปรัชญาการทำธุรกิจที่ต่างกันสามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้เหมือนกัน
อยู่ร่วมกันหรืออยู่แยกกันก็รักสามัคคีกันได้-การตัดสินใจให้อยู่บนความเหมาะสมของบ้าน ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก และนิสัยส่วนตัวของแต่ละคนที่จะต้องมาอยู่ร่วมกัน
เมื่อรวมปรัชญาการทำธุรกิจ (รวมหรือแยก) บวกกับสภาพการอยู่อาศัย (รวมหรือแยก) ครอบครัวจะมีทางเลือกใหญ่ๆ 3 ทาง-ไม่มีสูตรสำเร็จว่าทางไหนดีที่สุด แต่ให้ครอบครัวสร้างกติกาที่สอดคล้องกับแต่ละทางที่เลือกเพื่อลดโอกาสของความขัดแย้ง
นวพล วิริยะกุลกิจ
ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว ผู้บริหารสถาบัน แฟมิลี่ บิสสิเนส เอเชีย (Family Business Asia) และเป็นผู้อำนวยการร่วมของหลักสูตร “Happy Family, Healthy Business” โดยสถาบัน แฟมิลี่ บิสสิเนส เอเชีย และโรงเรียนพัฒนาผู้นำและสร้างสันติธรรม รักสคูล โดย ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ ติดต่อ นวพล ได้ที่ jaynavaphol@gmail.com
แหล่งข้อมูล
วรางคณา สุเมธวัน “เจ้าสัวสยาม”, สำนักพิมพ์ดอกหญ้าวิชาการ, 2550
บุญเกียรติ โชควัฒนา “63 หลักคิด และปรัชญาการทำงาน”, สำนักพิมพ์สุขภาพใจ 2549
_pn.png)



ความคิดเห็น