top of page

SAMSUNG เมื่อถึงเวลาผลัดใบ


Family Business Society / การเงินธนาคาร

ฉบับ 391 / พฤศจิกายน 2557

File: Fam society 391


SAMSUNG เมื่อถึงเวลาผลัดใบ

 “กลุ่มธุรกิจซัมซุงมีการปรับโครงสร้างภายในหลายครั้ง ซึ่งเป็นการปรับด้วยเหตุผลทางธุรกิจ แต่อีกหลายครั้งก็เป็นการปรับเพื่อรักษา “อำนาจ” ในการบริหารจัดการธุรกิจในเครือ”

โดย นวพล วิริยะกุลกิจ 


“ในยุคที่ความคิดสร้างสรรค์เป็นปัจจัยหลักของความสำเร็จทางธุรกิจ เราจำเป็นจะต้องจ้างคนที่เก่งที่สุด มูลค่าของอัจฉริยะหนึ่งคนนั้นมากกว่าหนึ่งพันล้านเหรียญ”

- ลี คุนฮี (ผู้นำธุรกิจซัมซุงรุ่นที่ 2)


“คุนฮี... คุณกำลังจะจากพวกเราไป...”

นี่ไม่ใช่คำพูดจากหนังเกาหลีที่พวกเราคุ้นเคย แต่อาจเป็นความในใจของลูกๆ ทั้ง 3 ถึงพ่อ...ผู้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของครอบครัวและกลุ่มธุรกิจ “ซัมซุง” 

ลี คุนฮี (อายุ 72 ปี) ต้องเข้าโรงพยาบาลจากอาการหัวใจวายเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทุกคนหวังให้เขาหายดี แต่ก็ตระหนักได้ว่าวันที่ไม่เป็นเช่นนั้นอาจมาถึงในสักวัน ลี คุนฮี เองก็รู้ดีในเรื่องนั้น เขาจึงได้เตรียมการสืบทอดอาณาจักรธุรกิจที่มีผลผลิตกว่าหนึ่งในสี่ของเศรษฐกิจประเทศเกาหลีใต้ไว้เป็นอย่างดี วันนี้ เราจะมาเรียนรู้กันว่า ลี คุนฮี ทายาทรุ่นที่สองของซัมซุง หรือบริษัท “สามดาว” ได้เตรียมการอะไรไว้บ้างใน 3 เรื่องสำคัญ ทั้ง การวางตัวทายาทธุรกิจ การสร้างทีมผู้บริหาร และการปรับโครงสร้างการถือหุ้น


1. เตรียมลูกชาย “ลี เจยอง” ไว้เพื่อสิ่งนี้ (Nurturing the Future Leader)

ครอบครัว “ซัมซุง” ยังคงสะท้อนวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกได้อย่างชัดเจน นั่นคือ “ลูกชาย” คือตัวเลือกแรกของผู้นำธุรกิจรุ่นต่อไป ลี เจยอง (ปัจจุบันอายุ 46 ปี ทายาทรุ่นที่ 3 ของครอบครัว)เป็นลูกชายคนเดียวของ ลี คุนฮี (ผู้นำธุรกิจครอบครัวรุ่นที่ 2) เขาคือคนที่เรียกได้ว่าถูกวางตัวไว้แล้วตั้งแต่เกิด แตกต่างจาก ลี คุนฮี ที่เกิดมาในครอบครัวที่มีลูกชายหลายคน ปู่ของ ลี เจยอง คือ Lee Byung-chull (ผู้นำธุรกิจครอบครัวรุ่นที่ 1) เลือกที่จะมอบธุรกิจซัมซุงให้กับ ลี คุนฮี ซึ่งเป็นลูกชายคนที่สามด้วยเหตุผลที่ว่าเขาคือลูกชายคนเดียวที่สนใจในธุรกิจของตระกูล ซึ่งเวลาได้พิสูจน์แล้วว่าการตัดสินใจในครั้งนั้นของ Lee Byung-chull เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เมื่อ ลี คุนฮี นำพาซัมซุงก้าวเดินต่อไปจนกลายเป็นหนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก

สำหรับ ลี คุนฮีทายาทรุ่นที่ 2 ของตระกูลเขามีตัวเลือกไม่มากนัก หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือเขาไม่มีตัวเลือกเลย! ลี เจยอง คือคนที่ถูกวางตัวไว้แล้ว เขาได้รับการเลี้ยงดูและการศึกษาที่ดีที่สุด เขาจบจาก Seoul National University มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดของเกาหลีใต้ ก่อนที่จะไปเรียนต่อปริญญาโทที่Keio University มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังของญี่ปุ่น เมื่อเรียนจบก็ได้เข้าทำงานที่ซัมซุงก่อนจะไต่เต้าจนถึงตำแหน่ง Vice Chairman ของ Samsung Electronics บริษัทที่เป็นหัวใจของเครือซัมซุงทั้งหมด

สมัย ลี คุนฮี เขาใช้เวลาทำงานที่ซัมซุงถึง 21 ปี ก่อนขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของบริษัท เขาสร้างความยอมรับนับถือทีละเล็กทีละน้อยก่อนจะชนะใจพ่อของเขา เมื่อพิสูจน์ให้พ่อเห็นว่าเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) คืออนาคตของซัมซุง เขาเริ่มจากการใช้เงินส่วนตัวลงทุนไปในธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์เพื่อเก็บข้อมูลไว้ใช้ในการโน้มน้าวพ่อของเขา ซึ่งในที่สุด Lee Byung-chull ก็เห็นด้วยและอนุญาตให้เขานำซัมซุงเข้าสู่ธุรกิจผลิตเซมิคอนดักเตอร์อย่างเต็มตัวในปี 1982 หรือกว่า 9 ปีนับจากวันที่เขานำเสนอธุรกิจนี้ให้กับพ่อครั้งแรก ซึ่งธุรกิจนี้เองที่เป็นจุดกำเนิดของ Samsung Electronics ธุรกิจที่ทำรายได้ให้กับซัมซุงมากที่สุดในปัจจุบัน

ส่วน ลี เจยอง แม้จะทำงานที่ซัมซุงมายาวนานกว่า 23 ปี แต่ผลงานยังไม่ประจักษ์ชัด และความล้มเหลวของธุรกิจ E-Commerce ที่แม้เขาจะไม่ได้บริหารเอง แต่ก็เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของการลงทุน จึงไม่แปลกที่คนทั่วไปยังคงมีคำถามต่อความสามารถของเขาในการนำพากิจการซัมซุงให้ก้าวหน้าต่อไป อย่างไรก็ตาม หลายคนที่รู้จักและได้ทำงานกับเขากล่าวว่า ลี เจยอง ควรจะได้รับเครดิตสำหรับความสำเร็จของซัมซุงในช่วงหลังๆ โดยเฉพาะความสำเร็จของมือถือในตระกูล Galaxy และกล่าวว่าจริงๆ แล้ว เจยอง ได้เข้าทำหน้าที่ของซีอีโออย่างเต็มตัวแล้ว เพียงแต่ไม่ได้มีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเท่านั้นเอง


ลี เจยอง ทายาทธุรกิจรุ่นที่ 3 ของตระกูลเจ้าของกลุ่มธุรกิจซัมซุง (ภาพ : www.ft.com)


ลูกสาวอีก 2 คนของ คุนฮี นั้น แม้จะเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทในเครือซัมซุง (Lee Boo-jin เป็นประธานกลุ่มโรงแรม Shilla และ Lee Seo-hyun เป็นประธานของ Samsung Everland ซึ่งเป็น ‘บริษัทโฮลดิ้ง’ ของครอบครัว) แต่ก็ไม่ได้เข้ามามีบทบาทนำใน “ธุรกิจหลัก” ของครอบครัวเช่นเดียวกับ เจยอง

27 ปีผ่านมาหลังจากวันที่พ่อของ ลี คุนฮี ส่งมอบ “ซัมซุง” หนึ่งในธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้ให้กับเขา คุนฮี นำพาซัมซุงก้าวเดินต่อไปจนกลายเป็นหนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก เจยอง กำลังจะเป็นผู้รับไม้คนถัดไปของครอบครัว ความคาดหวังในตัวเขา รวมถึงเป้าหมายต่อไปของซัมซุงดูจะทำให้ “ไม้” ที่เขารับมานั้นหนักกว่าที่ทุกๆ คนรับกันมาเสียอีก


แนวคิดการสืบทอดผู้นำธุรกิจครอบครัว

  • ลูกชายยังคงเป็นตัวเลือกหลักที่จะสืบทอดธุรกิจครอบครัว

  • ถ้ามีลูกชายหลายคนเลือกคนที่เหมาะสมที่สุดโดยวัดจากการทำงาน

  • ให้การศึกษาที่ดีที่สุดแก่ลูกๆ และให้โอกาสเขาทำงานเพื่อพิสูจน์ความสามารถ


2. เตรียมทีมงานที่ดีที่สุดไว้เพื่อเขา (Recruiting Best-Fit Professionals)

ลี คุนฮี เชื่อมั่นในมืออาชีพที่ต้องนำเข้ามาช่วยบริหารธุรกิจและให้อำนาจตัดสินใจแก่ผู้บริหารคนนอกเหล่านี้ เพื่อให้พวกเขาสามารถทำหน้าที่ของตนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ภายใต้การบริหารงานของ ลี คุนฮี เขามีนโยบายการจ้างพนักงานที่เน้น 3 ด้าน ได้แก่ 

  • ความสนใจ (Passion) 

  • ความสามารถ (Talent) 

  • ความขยันขันแข็ง (Diligence) 

ซึ่งหลักการคัดสรรคนเข้าทำงานและการสร้างความก้าวหน้าให้กับพนักงานขององค์กรเช่นนี้ทำให้ซัมซุงเป็นที่ชื่นชมของคนเกาหลีใต้โดยทั่วไป แต่ภายใต้นโยบายใหม่ดังกล่าวก็ทำให้ผู้บริหารอาวุโสหลายคนได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ลี คุนฮี โปรโมทผู้บริหารมืออาชีพรุ่นใหม่ที่มีสไตล์การทำงานแบบมีส่วนร่วมโดยไม่คำนึงถึงความอาวุโสตามธรรมเนียมปฏิบัติของบริษัทที่เคยมีมา 

ในปี 1993 ซัมซุง มีการปรับโครงสร้างผู้บริหารขนานใหญ่ โดยประธานสายธุรกิจ 5 คน และรองประธานอีก 4 คนถูกถอดออกจากตำแหน่ง และให้ดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของบริษัทแทน ในขณะที่ผู้บริหารรุ่นใหม่จำนวนมากได้รับการโปรโมทให้ขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงแซงหน้าผู้บริหารที่มีอาวุโสมากกว่า พร้อมทั้งให้อำนาจการตัดสินใจที่เด็ดขาดมากขึ้นทั้งในเรื่องการจ้างพนักงาน ค่าตอบแทน กลยุทธ์องค์กร และด้านการเงิน 

“เพื่อจะสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ในยุคของความไม่แน่นอน เราจำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างรวดเร็วเพื่อตอบรับกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นมันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่บริษัทจะไม่ให้อำนาจตัดสินใจที่เด็ดขาดแก่ผู้นำในธุรกิจต่างๆ” ลี คุนฮี กล่าวอธิบายถึงเหตุผลของการกระจายอำนาจในครั้งนั้น ดังนั้น ลี คุนฮี จึงกล้าจ้างคนที่เก่งที่สุด เขากล้าจ่ายและกล้าที่จะให้อำนาจการตัดสินใจแก่มืออาชีพเพื่อตอบรับกับสภาพการแข่งขันของธุรกิจและรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของซัมซุงซึ่งลำพังเขาและลูก 3 คน ไม่สามารถที่จะบริหารจัดการได้อย่างแน่นอน


แนวคิดการสร้างทีมผู้บริหารมืออาชีพ

  • จ้างคนที่มีคุณสมบัติ 3 อย่าง (สนใจ สามารถ ขยัน) มาเป็นแขนขา

  • บริหารแบบมีส่วนร่วมและไม่คำนึงถึงอาวุโสของพนักงาน คนรุ่นใหม่แซงรุ่นเก่าได้

  • มอบอำนาจตัดสินใจให้กับมืออาชีพภายใต้ระบบที่วางไว้


3. ปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อคง “อำนาจบริหาร” และเพื่อ “จ่ายภาษี” (Restructuring the Ownership) 

หลายปีที่ผ่านมา กลุ่มธุรกิจซัมซุงมีการปรับโครงสร้างภายในหลายครั้ง ซึ่งเป็นการปรับด้วยเหตุผลทางธุรกิจ แต่อีกหลายครั้งก็เป็นการปรับเพื่อรักษา “อำนาจ” ในการบริหารจัดการธุรกิจในเครือ แต่สิ่งที่ครอบครัวซัมซุงกำลังจะต้องจัดการให้ได้ในอนาคตอันใกล้นี้ก็คือ ทำอย่างไรจึงจะจ่ายภาษีมรดกสุดโหดของเกาหลีใต้ได้!

ที่ผ่านมา เมื่อพิจารณาโครงสร้างการถือหุ้นไขว้ไปมาระหว่างบริษัทต่างๆ ในเครือซัมซุงก็จะเห็นว่าเป็นการสร้างระบบการถือหุ้นที่รักษา “อำนาจ” ในการบริหารบริษัทต่างๆ ในเครือ เพราะซัมซุงเป็นกิจการใหญ่ที่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล หลายๆ บริษัทในเครือจึงมีการระดมทุนผ่านการขายหุ้นให้แก่ผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่ง ลี คุนฮี ได้วางโครงสร้างการถือหุ้นไขว้ไปมาระหว่างบริษัทต่างๆ (Cross-share Holding) ในเครือไว้เป็นอย่างดีเพื่อคงอำนาจการบริหารจัดการอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแม้เขาและครอบครัวจะถือหุ้นโดยตรงไม่มากนักในบริษัทต่างๆ ก็ตาม ด้วยโครงสร้างการถือหุ้นเช่นนี้เขาจะยังสามารถกำหนดทิศทางที่บริษัทต่างๆ ในเครือจะเดินไปได้อย่างที่เขาต้องการ


โครงสร้างการถือหุ้นไขว่ไปมาของบริษัทต่างๆ ในเครือซัมซุง (กันยายน 2557)


Note: * Samsung Everland เพิ่งเปลี่ยนชื่อเป็น Cheil Industries


ความพยายามในการปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจส่วนหนึ่งก็เพื่อเตรียมพร้อม “ส่งมอบ” ธุรกิจให้แก่ทายาทรุ่นต่อไป แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นเมื่อการจัดโครงสร้างการถือหุ้นทำให้ลูกทั้ง 3 ของ ลี คุนฮี ได้หุ้นใน Samsung SDS และ Samsung Everland ในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดมาก ส่งผลให้ ลี คุนฮี ถูกศาลตัดสินว่ากระทำผิดกฎหมายทรัสต์และหลบเลี่ยงภาษี ลี คุนฮี ถูกตัดสินจำคุก 3 ปี แต่เขาก็ได้รับการอภัยโทษจากประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในเวลาต่อมา อย่างไรก็ดี ความพยายามของเขาในครั้งนั้นก็ยังไม่พอที่จะบริหารภาษีที่ลูกๆ เขาจะต้องเสียเมื่อได้รับมรดกจากเขา

ภาษีมรดกที่คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 192,000 ล้านบาท คือสิ่งที่ลูกๆ ของ ลี คุนฮี จะต้องจ่ายเมื่อเวลานั้นมาถึง และทางออกในการ “บริหาร” ภาษีก้อนนี้ยิ่งแคบหนักเข้าเมื่อคิดในแง่ที่ว่าสาธารณะและสื่อกำลังเพ่งเล็งเรื่องนี้อยู่อย่างใกล้ชิด “มรดก” ส่วนใหญ่ที่ ลี คุนฮี จะทิ้งไว้ให้กับลูกๆ ทั้ง 3 อยู่ในรูปของหุ้นในบริษัทต่างๆ ในเครือซัมซุง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นใน Samsung Electronics และ Samsung Life Insurance ที่มีมูลค่ารวมกันประมาณกว่า 406,000 ล้านบาท

เพื่อจ่ายภาษีที่ยากที่จะหลีกเลี่ยงก้อนนี้ ครอบครัวลีจึงมีแนวคิดที่จะเอากิจการที่ยังไม่ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนและขายหุ้นในตลาดฯ ซึ่งขณะนี้ บริษัทที่อยู่ในข่ายที่จะถูกนำเข้ามาระดมทุนก็คือ Samsung SDS (ธุรกิจ IT Solutions) และ Samsung Everland (โฮลดิ้งคัมปานีของซัมซุงที่ถือหุ้นโดยลูกๆ ทั้ง 3 คน และมูลนิธิของครอบครัวลี) ที่ ลี คุนฮี ได้ส่งมอบหุ้นบางส่วนให้แก่ลูกๆ ของเขาเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน

เงินที่ได้จากการขายหุ้นของทั้งสองบริษัทนี้คาดว่าจะถูกใช้เพื่อซื้อหุ้นในบริษัทหลักๆ ในเครือซัมซุงกลับมา (Buybacks) และเพื่อจ่ายภาษีมรดกก้อนโตก้อนนี้นอกจากนี้ การนำบริษัทเข้าตลาดฯ จะสร้างให้เกิดราคาอ้างอิง (Reference Price) ซึ่งสามารถใช้ในการซื้อขายหุ้นระหว่างกันในครอบครัว

ปัจจุบัน ลี เจยอง เป็นผู้ที่ถือหุ้นส่วนใหญ่ใน Everland (25.10%) ในขณะลูกสาวอีก 2 คนของ คุนฮี ถือหุ้นคนละ 8.37% ส่วนตัว คุนฮี เองนั้นถือหุ้นอยู่เพียงแค่ 3.72% แต่เขายังถือหุ้นอยู่อีกมากใน Samsung Electronics (3.6%) และ Samsung Life Insurance (20%) และหุ้นเหล่านี้นั่นเองที่เป็นมรดกก้อนใหญ่ที่จะตกทอดสู่ทายาทของเขาทั้งสามในรุ่นที่สาม


แนวคิดการบริหารความเป็นเจ้าของ

  • สร้างบริษัทโฮลดิ้งของครอบครัว (ลูกๆ ถือหุ้นร่วมกันในนี้) เป็นแกนหลัก โดยลูกแต่ละคนอาจได้หุ้นไม่เท่ากัน 

  • ออกแบบการถือหุ้นไขว้กันไปมาเพื่อใช้ทุนน้อยสุดแต่มีอำนาจบริหารสูงสุด และให้มีการเตรียมการปรับโครงสร้างตั้งแต่เนิ่นๆ

  • คำนึงถึงประเด็นเรื่องภาษีมรดกให้มาก!


แนวคิดการวางแผนสืบทอดธุรกิจของ ลี คุนฮี และครอบครัว



แนวคิดการสืบทอดธุรกิจครอบครัว “ซัมซุง”

  • เตรียมความพร้อมให้กับทายาทรุ่นต่อไปด้วยการศึกษาที่ดีที่สุดและโอกาสทำงานในธุรกิจครอบครัวเพื่อพิสูจน์ตนเอง

  • เตรียมทีมมืออาชีพที่ดีที่สุด (สนใจ สามารถ และขยัน)และการให้อำนาจเขาตัดสินใจภายใต้ระบบที่วางไว้

  • ปรับโครงสร้างการถือหุ้นเพื่อคงอำนาจบริหารและจ่ายภาษีมรดก!


นวพล วิริยะกุลกิจ

ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว ผู้บริหารสถาบันแฟมิลี่ บิสสิเนส เอเชีย (Family Business Asia) และเป็นผู้อำนวยการร่วมของหลักสูตร “Happy Family, Healthy Business” โดยสถาบัน แฟมิลี่ บิสสิเนส เอเชีย และโรงเรียนพัฒนาผู้นำและสร้างสันติธรรม รักสคูล โดย ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ ติดต่อ นวพล ได้ที่ jaynavaphol@gmail.com 


แหล่งข้อมูล

  • For Samsung heirs, little choice but to grin and bear likely $6 billion tax bill http://www.reuters.com 

  •  “Investors prepare for Samsung leadership succession,” Financial Times, May 15, 2014

  • “Waiting in the wings,” The Economist, September 27, 2014

  • “Samsung IPOs to finance Lee’s succession plans,” The Korea Herald, June 2014

 
 
 

ความคิดเห็น



© Family Business Asia
  • Facebook
  • Instagram
  • TikTok
  • Youtube
bottom of page