top of page

บทเรียนผู้นำ จาก “พ่อ” ของแผ่นดิน

25 ส.ค.
ยาว 2 นาที

หวังว่าท่านผู้อ่านจะได้น้อมนำปรัชญาแห่งการปกครองของพระองค์ไปใช้ พร้อมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทยตลอดไป


พระปฐมบรมราชโองการเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" นั้น มีความหมายลึกซึ้ง ในประโยคสั้นๆ ที่เป็นอมตะนี้ มีคำสำคัญ (Key Words) 4 คำที่ผมอยากชวนให้คิดไปพร้อมกันว่าเราจะน้อมนำปรัชญาแห่งการปกครองที่แฝงอยู่ในพระบรมราชโองการนี้ มาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจของพวกเราอย่างไร


1. “ครอง” ด้วยปัญญา : ใช้ปัญญากำกับอำนาจ

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม...ในเบื้องต้นที่ได้รับฟัง ตนรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง ที่พระองค์ไม่ทรงมีแนวคิดของอำนาจเลยแม้แต่น้อย พระองค์ทรงไม่รับสั่งคำว่า “ปกครอง”...พระองค์ทรงดูแลด้วยปัญญา ความรัก และความเมตตา หลายคนที่ดูแลด้วยอารมณ์ ความรู้สึก อันนี้อันตรายมาก ถ้าบุคคลใดลุกขึ้นมาดูแลสถาบันด้วยอารมณ์ ก็จะจบลงด้วยความผิดพลาด” ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา บุคคลผู้ได้เคยถวายงานใกล้ชิดพระองค์ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา เคยให้ความเห็นไว้ในปี 2555 “ตนได้มีโอกาสนั่งสนทนาธรรมะกับพระ ว.วชิรเมธี ท่านได้ให้ข้อคิดอย่างน่าสนใจว่า อำนาจที่ไม่มีปัญญา เหมือนระเบิดเวลาที่รอวันระเบิด” ดร.สุเมธ ให้ความเห็นเพิ่มเติม

และอย่างที่พวกเราทราบว่า ในปัจจุบัน “พระราชอำนาจ” ของกษัตริย์นั้น ไม่ได้มีมากมายล้นฟ้าเหมือนเช่นในอดีตกาล อำนาจอธิปไตยนั้นเป็นของปวงชนชาวไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 ดังนั้น การที่คนไทยรักและปฏิบัติตามสิ่งที่พระองค์ทรงแนะนำ จึงไม่ได้เกิดจากความเกรงกลัวใน “พระราชอำนาจ” แต่เกิดจากการเห็นประโยชน์จริง และเชื่อด้วยใจว่าสิ่งที่ท่านทรงสอนสั่งชี้แนะนั้นถูกต้องและดีจริง

การปกครองด้วยปัญญา ด้วยความรักและเมตตาจึงเป็นบทเรียนแรกที่ผู้นำควรเรียนรู้จากการครองราชย์ของพระองค์ ผู้นำธุรกิจที่มีอำนาจในองค์กรของตนเองจะต้องระมัดระวังในการใช้อำนาจโดยใช้ “ปัญญา” เป็นส่วนควบคุมและไม่ให้อารมณ์และมิจฉาทิฐิเข้าครอบงำ


2. “ธรรม” : ทำดีแล้วต้องถูกต้องด้วย

“ความดีกับความถูกต้องต่างกันอย่างไร?”

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ได้เคยให้ความเห็นในเรื่องนี้โดยผูกเข้ากับคำที่สำคัญคือ ธรรม "ธรรม คือความดีและความถูกต้อง และทั้ง 2 อย่างต้องมาพร้อมกัน มีความดีหลายอย่างที่ไม่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น การอุดหนุนเด็กขายพวงมาลัยเป็นสิ่งดี แต่ถ้าการอุดหนุนนั้นเกิดขึ้นในพื้นที่สำหรับจราจร ไม่ใช่พื้นที่ค้าขาย แบบนี้ไม่ถูกต้อง” จากแนวคิดนี้เราอาจนำไปประยุกต์ใช้ในการตอบคำถามอื่นๆ ในชีวิตของเราได้รวมถึงการบริหารธุรกิจ ดูแลครอบครัว หรือปกครองบ้านเมือง ซึ่ง “ธรรม” สำหรับผู้ปกครองบ้านเมืองที่เราเรียกว่า “ทศพิธราชธรรม” นั้นมีอยู่ 10 ประการ ซึ่งอาจแบ่งได้เป็นเรื่องการทำความดี 9 ข้อ และเรื่องความถูกต้อง 1 ข้อ ดังนี้



“ทศพิธราชธรรม” หรือคุณธรรมประจำตนของผู้ปกครอง ซึ่งผู้บริหารในภาคธุรกิจสามารถนำมาปรับใช้ได้


เรามาพิจารณาราชธรรมข้อสุดท้ายคือ “อวิโรธนะ” กันให้ละเอียดอีกซักหน่อย ส่วนราชธรรม 9 ข้อแรกนั้นถือเป็นความดีที่ชัดเจนในตัวอยู่แล้ว ผมจะไม่ลงในรายละเอียด

สำหรับ “อวิโรธนะ” นั้น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติให้ความหมายไว้ว่า “ความไม่ผิด” ธรรมะข้อนี้ควรหมายความว่า รู้ผิดแล้วไม่ดื้อขืนทำ คือไม่ยอมทำผิดทั้งรู้ รู้ผิดในที่นี้หมายถึงผิดจากข้อที่ถูกที่ควรทุกอย่าง เช่น ผิดจากความยุติธรรมด้วยอำนาจอคติ ผิดจากปกติ คือเมื่อประสบความเจริญหรือความเสื่อม ก็รักษาอาการกายวาจาไว้ให้คงที่ ไม่ให้ขึ้นลงเพราะยินดียินร้าย

เมื่อพิจารณาดูแล้วก็จะเห็นว่าทศพิธราชธรรมข้อนี้ (อวิโรธนะ) เป็นที่รวมของทุกๆ ข้อได้ด้วย เพราะธรรมะทุก ข้อที่เป็นราชธรรมนั้น ล้วนเป็นข้อปฏิบัติที่ไม่ผิดทั้งนั้น คือเป็นข้อปฏิบัติที่ถูกต้องสมควร ถ้าได้ปฏิบัติข้อใดข้อหนึ่งก็เรียกว่าเป็นการปฏิบัติในข้อนั้น แต่ถ้าได้ปฏิบัติในข้อนั้นและทุกๆ ข้อได้แล้ว ก็ได้ชื่อว่าเป็นการปฏิบัติได้ถูกต้องไม่ผิดตามหลักธรรมข้ออวิโรธนะ ซึ่งหมายถึงความเป็นผู้ประพฤติไม่ผิดพลาดจากศีลธรรม กฎหมาย ระเบียบ วินัย ประเพณี อันดีงามของบ้านเมือง

ดังนั้น ผู้นำจะปกครองโดย “ธรรม” ได้ก็ต่อเมื่อ เป็นผู้ที่กระทำ “ความดี” ได้อย่าง “ถูกต้อง” คือ ถูกต้องตามศีลธรรม ตามกฎหมาย และตามประเพณีอันดีงามของบ้านเมือง การครองแผ่นดินโดย “ธรรม” จึงสะท้อนการบริหารปกครองที่พร้อมทั้งความดีและถูกต้องไปด้วยกัน


3. “ประโยชน์สุข” : สิ่งที่มากกว่าความสำเร็จหรือร่ำรวย

“ทำไมถึงต้องประโยชน์สุข?”

“ประโยชน์สุข” เป็นคำที่มีความหมายกว้างสามารถรวมไปถึงความผาสุกความเป็นอยู่ที่ดี ความสงบและปลอดภัยของสังคมโดยส่วนรวม ในขณะที่ความสำเร็จหรือร่ำรวยอาจถือเป็นเป้าหมายระดับบุคคลและเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของประโยชน์สุข

ผู้นำจึงไม่ได้ดูแลเพียงแค่ว่า งานเสร็จหรือไม่ ลูกน้องได้เงินเดือนพอหรือไม่ หรือลูกค้ามีความพึงพอใจสินค้าหรือไม่เพียงเท่านั้น แต่ต้องดูไปถึงประโยชน์ในด้านอื่นๆ ที่จะตกสู่พวกเขา เช่น สวัสดิภาพ ความเป็นอยู่ และความปลอดภัย เป็นต้น ผู้บริหารที่มุ่งไปที่ “ประโยชน์สุข” จึงเป็นผู้มองภาพในองค์รวมสามารถซื้อใจลูกน้อง มัดใจลูกค้าและคู่ค้าได้ ซึ่งถือเป็นต้นทางของความสำเร็จที่จะตามมา


4. “มหาชน” : ส่วนรวมเหนือส่วนตน

การทำอะไรเพื่อประโยชน์ส่วนตนไม่ใช่เรื่องผิดและไม่แปลก 

แต่หากเป็นผู้นำแล้วไม่มองถึงประโยชน์ของคนอื่นๆ เช่น พนักงาน หุ้นส่วน หรือคู่ค้าบ้าง ก็ยากที่ใครจะมาร่วมหัวจมท้ายด้วย ผมเชื่อว่าพระองค์ไม่ได้ทรงคิดให้มีผู้มาร่วมหัวจมท้ายด้วย แต่เพราะพระองคทรงมุ่งเป้าไปที่ประชาชนไม่ใช่ตัวพระองค์เอง ทำให้สามารถดึงดูดคนเก่ง คนดีมากมายมาร่วมกันทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองได้ ดังเช่นพระราชดำรัสของพระองค์เมื่อครั้ง ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เข้าเฝ้าฯเพื่อจะถวายงานวันแรกที่ว่า "ขอบใจนะที่จะมาช่วยฉันทำงาน แต่ฉันขอบอกไว้ก่อนว่า มาทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากความสุขที่จะมีร่วมกันในการทำประโยชน์ให้กับประชาชน”

ส่วนรวมเหนือส่วนตน คือ สิ่งที่พระองค์ทรงทำมาตลอด 70 ปีแห่งการครองราชย์ สำหรับธุรกิจนั้นเราอาจมองว่า “ส่วนรวม” คือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) เช่น ผู้ถือหุ้น ลูกค้า พนักงาน ผู้บริหารหรือในความหมายกว้าง “ส่วนรวม” อาจขยายไปถึงชุมชน สังคม ประเทศชาติที่ธุรกิจนั้นๆ ดำเนินธุรกิจอยู่ ซึ่งไม่ว่าจะในความหมายแคบหรือกว้าง การคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเหนือประโยชน์ส่วนตน ก็เป็นพื้นฐานของ“ธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ” และพร้อมจะเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน

หวังว่าท่านผู้อ่านจะได้น้อมนำปรัชญาแห่งการปกครองของพระองค์ไปใช้ พร้อมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทยตลอดไป


บทเรียนผู้นำ 4 ประการจาก “พ่อ” ของแผ่นดิน


บทเรียนผู้นำ 4 ประการจาก “พ่อ” ของแผ่นดิน

  1. ใช้ปัญญากำกับการใช้อำนาจ เพื่อไม่ให้อารมณ์และมิจฉาทิฐิมีอิทธิพลในการตัดสินใจต่างๆ

  2. ทำดีแล้วต้องถูกต้องด้วย การทำความดีอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดผลเลิศ ผู้นำพึงเป็นตัวอย่างของ“การทำความดีที่ถูกต้อง” คือ ความดีที่ไม่เอนเอียงตามอคติ ถูกต้องตามกฎหมาย และขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของสังคม 

  3. มุ่ง “ประโยชน์สุข” มากกว่าแค่ความสำเร็จหรือร่ำรวย โดยประโยชน์สุขจะรวมไปถึงความผาสุกความเป็นอยู่ที่ดี ความสงบและปลอดภัยของสังคมโดยส่วนรวมด้วย ดังนั้น การมองประโยชน์จึงต้องมองให้กว้างกว่าเรื่องของเงิน

  4. “ส่วนรวม” เหนือ “ส่วนตน” คือการมุ่งประโยชน์ต่อส่วนรวมเหนือประโยชน์ส่วนตน อันเป็นลักษณะของธุรกิจที่มีความรับผิดชอบและถือเป็นพื้นฐานแนวคิดของธุรกิจที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน 



Family Business Society / การเงินธนาคาร

ฉบับ 415 / พฤศจิกายน 2559

File: fam society 415




นวพล วิริยะกุลกิจ

ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว ผู้บริหารสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) และเป็นผู้อำนวยการร่วมของหลักสูตร “Happy Family, Healthy Business” โดยสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย และโรงเรียนพัฒนาผู้นำและสร้างสันติธรรม รักสคูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นวพล ได้ที่ jaynavaphol@gmail.com และ Facebook Fanpage: Family Business Asia


แหล่งข้อมูล

  • “ทศพิธราชธรรม ข้อที่ ๑๐ อวิโรธนะ ความไม่ผิด”, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (http://www1.onab.go.th)

  • “ทศพิธราชธรรม10 ประการ”, จรัส พยัคฆราชศํกดิ์และกวี อิศริวรรณ (http://www.br.ac.th)

 
 
 

ความคิดเห็น



© Family Business Asia
  • Facebook
  • Instagram
  • TikTok
  • Youtube
bottom of page