top of page

บริหารความขัดแย้งในธุรกิจครอบครัว “เห็นต่างกัน” ได้แต่ต้องไม่ “เกลียดกัน”

6 ก.ย.
ยาว 2 นาที

อัปเดตเมื่อ 26 ก.ย.




Healthy Conflict!

บริหารความขัดแย้งในธุรกิจครอบครัว

ไม่ให้ “เห็นต่างกัน” กลายเป็น “เกลียดกัน”


หลายคนมอง “ความขัดแย้ง” เหมือนเชื้อโรคร้ายที่มีแต่โทษไม่มีคุณ แต่ผมอยากให้มองมันเหมือน “จุลินทรีย์” คือถ้าเรามีมันอยู่บ้างในร่างกายในระดับที่ “พอดีๆ” มันจะช่วยดูแลสุขภาพร่างกายเราให้แข็งแรงยิ่งกว่าตอนไม่มีมันเสียอีก


“ความขัดแย้งในระดับที่พอดีๆ นั้น ให้คุณมากกว่าโทษ สมาชิกครอบครัวจึงต้องช่วยกันประคับประคองไม่ให้ความขัดแย้งนั้นก้าวข้ามแดนไปสู่ความ “ไม่ชอบกัน” หรือ “เกลียดกัน” ” 


เราทะเลาะอะไรกันในธุรกิจครอบครัว?

“เงิน” “ผลประโยชน์” “ทำเยอะได้น้อย” “หุ้น” คือคำตอบแรกๆ ที่ผมมักได้ยินจากผู้เข้ารับการอบรม แต่ผมก็มักจะได้ยินคำตอบอย่าง “ฟังความข้างเดียว” “เชื่อคนอื่นมากกว่าคนในครอบครัว” “ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ” “ความเห็นไม่ตรงกัน” “เลือกข้าง” “คู่ชีวิตพี่น้อง”หรือแม้กระทั่ง “เรื่องติดค้างในใจ” ฯลฯ อีกด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่า เรื่องที่เราทะเลาะกันในธุรกิจครอบครัวนั้นมีทั้งเรื่องของ “เงิน” และเรื่องที่ “ไม่ใช่เงิน” ผสมปนเปกันไป 

ดังนั้น คำพูดที่ว่า “ถ้าผลประโยชน์ลงตัวก็ไม่มีความขัดแย้ง” สำหรับธุรกิจครอบครัวจึงไม่น่าจะถูกต้องนัก และ “การบริหารจัดการความขัดแย้ง” จึงเป็นหนึ่งในศาสตร์ที่สำคัญที่สุดที่สมาชิกธุรกิจครอบครัวต้องให้ความสนใจเรียนรู้


ธุรกิจที่ “สุขภาพดี” ไม่ใช่ธุรกิจที่ไม่มีความขัดแย้ง

หลายคนมอง “ความขัดแย้ง” เหมือนเชื้อโรคร้ายที่มีแต่โทษไม่มีคุณ แต่ผมอยากให้มองเหมือน“จุลินทรีย์” คือ ถ้าเรามีอยู่บ้างในร่างกายในระดับที่ “พอดีๆ” จะช่วยดูแลสุขภาพร่างกายเราให้แข็งแรงยิ่งกว่าตอนไม่มีเสียอีก เช่น จุลินทรีย์แล็คโตบาซิลลัสในนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต ลองจินตนาการธุรกิจครอบครัวที่เมื่อผู้นำบอกให้เดินหน้า แล้วสมาชิกทุกคนก็มุ่งเดินไปโดยไม่มีใครเตือนใครว่าข้างหน้านั้นคือหุบเหวดูสิ! การไม่มีความขัดแย้งหรือไม่มีความเห็นต่างเลย จึงอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจครอบครัว คำถามต่อมาก็คือยังไงถึงเรียกได้ว่าเป็นความขัดแย้งแบบ “พอดีๆ” ล่ะ?

เพื่อให้สามารถมองเห็น “ความขัดแย้ง” ได้ชัดเจนขึ้น ผมจึงขอแบ่งความขัดแย้งออกเป็น 3 ระดับ ดังต่อไปนี้

ระดับที่ 1 ความขัดแย้งที่เกิดจากความเห็นที่แตกต่างกัน หรือ “เห็นต่างกัน” อาการจากความขัดแย้งในระดับแรกนี้คือ คุยกันไม่รู้เรื่อง หงุดหงิดใส่กัน ทะเลาะกัน เป็นต้น ซึ่งความขัดแย้งในระดับนี้ถือเป็นความขัดแย้งในระดับที่ดี หรือที่เรียกว่า Healthy Conflict

ระดับที่ 2 ความขัดแย้งที่เกิดจาก “ไม่ชอบกัน” อาการจากความขัดแย้งในระดับที่ 2 นี้คือ จะมีการชิงดีชิงเด่นกัน อิจฉาริษยา ไม่ชอบนิสัยใจคอของกันและกัน เป็นต้น ความขัดแย้งในระดับที่สองนี้สร้างความกดดันแก่ทั้งสองฝ่ายเราเรียกว่า Hi-tension Conflict

ระดับที่ 3 ความขัดแย้งที่เกิดจาก “เกลียดกัน” อาการจากความขัดแย้งในระดับสูงสุดนี้ก็คือ จะมีการใช้ความรุนแรงต่อกันทั้งความคิด (เช่น อยากให้มันเจ็บ อยากให้มันตาย) คำพูด (เช่น ด่าทอเพื่อให้อีกฝ่ายเจ็บหรือเสียหาย) หรือการกระทำ (เช่น ใช้กำลังประทุษร้ายกัน) ความขัดแย้งที่อยู่ในระดับที่ 3 จึงเป็นอันตรายและต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะไม่ให้มาถึงระดับนี้ถ้าในมุมธุรกิจก็อาจเรียกได้ว่าถึงจุดแตกหักซึ่งถ้าไม่แยกธุรกิจกันไป ก็อาจถึงโรงถึงศาลกันเลยทีเดียว

ความขัดแย้งในระดับ “พอดีๆ” หรือ Healthy Conflict ในระดับที่ 1 นั้น คือแม้สมาชิกในครอบครัวจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่ก็ยอมรับและเข้าใจกัน ยังมีความปรารถนาดีต่อกันเป็นที่ตั้ง ยังยินดียินร้ายกัน คือถ้าอีกฝ่ายผิดหวังเราก็เสียใจด้วย ถ้าอีกฝ่ายสมหวังเราก็ดีใจด้วย เป็นต้น แต่ถ้าเข้าสู่โซน “ไม่ชอบกัน” ความไม่ยินดียินร้ายจะเข้าครอบงำ นั่นก็คือถ้าอีกฝ่ายผิดหวังเราก็เฉยๆ ถ้าอีกฝ่ายสมหวังเราก็เฉยๆ โซนนี้ต้องถือว่าเป็นโซนที่เริ่มส่งกลิ่นไม่ดีนัก ต้องระมัดระวังไม่ให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบานปลายเพราะอีกก้าวเดียวก็จะเข้าสู่โซน “เกลียดกัน” ซึ่งเป็นโซนที่อันตรายและอาจนำหายนะมาสู่ทั้งธุรกิจและครอบครัวไปพร้อมๆ กัน


ความขัดแย้งมีแนวโน้มสูงขึ้นตามรุ่นของธุรกิจครอบครัว

การรักษาความขัดแย้งให้อยู่ในระดับพอดีๆ ในระยะยาวนั้นเป็นความท้าทายที่ยากยิ่งของธุรกิจครอบครัวเนื่องด้วยสาเหตุที่สำคัญสองประการ คือ (1) “ความห่าง” ของสมาชิกทั้งในเชิงระยะทาง (เช่น แยกบ้าน แยกครอบครัวกันไป โอกาสในการพบปะพูดคุยกันก็น้อยลง) และในเชิงของความสัมพันธ์ (เช่น จากพ่อแม่ลูกกัน กลายเป็นพี่น้องกัน กลายเป็นลูกพี่ลูกน้องกันในรุ่นถัดๆ ไป) และ (2) “ความจาง” ของสายเลือดด้วยการเข้ามาของเขยและสะใภ้ ซึ่งอาจมีความคิด ความเชื่อ หรือค่านิยมที่เหมือนหรือแตกต่างจากครอบครัวของคุณ 

ซึ่งสาเหตุทั้งสองจะทำให้ “ช่องว่าง” ทั้งในเรื่องของการสื่อสารและความคิดของสมาชิกในรุ่นต่อๆ ไปนั้น มีแนวโน้มที่จะกว้างขึ้นทุกที ซึ่ง “ช่องว่าง” เหล่านี้เองที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การบริหารความขัดแย้งยากมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไปจากรุ่นที่ 1 คือ รุ่นผู้ก่อตั้งธุรกิจ เข้าสู่รุ่นที่ 2 คือ รุ่นพี่น้องซึ่งเป็นทายาทของผู้ก่อตั้งฯ และสู่รุ่นที่ 3 คือ รุ่นหลานของผู้ก่อตั้งฯ ตามลำดับ


แนวโน้มความขัดแย้งจากรุ่นผู้ก่อตั้งธุรกิจ (รุ่นที่ 1) ถึงรุ่นเครือญาติ (รุ่นที่ 3 เป็นต้นไป)


สำรวจ “ต้นตอ” ของความขัดแย้ง: เข้าใจปัญหาก่อนหาทางแก้

การระบุถึง“ต้นตอ” หรือสาเหตุพื้นฐานของความขัดแย้งในธุรกิจครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากเรามองว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นบางอย่างเป็นผลมาจาก “พฤติกรรม”ที่ทำให้เกิดความขัดแย้งโดยเฉพาะพฤติกรรมในด้านการสื่อสาร เช่น การไม่พูดคุยกัน การไม่ฟังกัน การพูดคุยผ่านบุคคลที่สาม หรือการไม่พูดคุยกันอย่างเปิดใจตรงไปตรงมาซึ่งนำไปสู่การตีความที่ถูกบ้างผิดบ้างพฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นต้นเหตุของความไม่เข้าใจกันและความขัดแย้งที่จะตามมาซึ่งผมขอเรียกสาเหตุในส่วนแรกนี้ว่า “ปัญหาการสื่อสาร”

สาเหตุอีกส่วนหนึ่งก็มาจากการที่คนเรานั้นมี“ความคิด”ที่แตกต่างกัน เช่น คนเรามีความเชื่อมีค่านิยมที่แตกต่างกัน ได้รับข้อมูลมาไม่เหมือนกัน รู้ไม่เท่ากัน หรือแม้จะรู้มาเหมือนกันแต่กลับมองในมุมที่แตกต่างกันก็ทำให้เข้าใจต่างกัน รวมถึงแต่ละคนก็มีจุดสนใจ (Interest) ที่แตกต่างกันอีกด้วย ทั้งหมดนี้ทำให้คนเราคิดต่างกันเป็นเรื่องปกติไม่ใช่ปัญหาแต่เป็นสิ่งที่เราจะต้องพยายามทำความเข้าใจกันให้ดี ซึ่งผมขอเรียกสาเหตุในส่วนที่สองนี้ว่า “คิดต่างกัน”

สาเหตุส่วนสุดท้ายมาจาก “ใจ” ของคนซึ่งหนีไม่พ้น 3 สิ่งที่ทำให้จิตใจมนุษย์เราเศร้าหมอง มืดมิด และเกิดความกระวนกระวายไม่สงบ คือ ความโลภ ความโกรธ และความหลง ซึ่งรวมเรียกว่า “กิเลส” ในทางพุทธศาสนา เมื่อคนเรามีกิเลสเข้าครอบงำความขัดแย้งก็สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่ยาก สาเหตุจากส่วนที่สามนี้ผมขอเรียกให้ชัดๆ ว่า “โลภ โกรธ หลง”

สาเหตุทั้งสามข้างต้นต่างสัมพันธ์เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน วิธีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งจึงมักจะเป็นวิธีแบบบูรณาการไม่ใช่การแก้ปัญหาทีละเหตุปัจจัย


“ต้นตอ” ของความขัดแย้ง 3 ส่วน


หนทาง 3 ประการช่วยคุมความขัดแย้งไม่ให้กลายเป็น “ความรุนแรง”

แล้วจะทำยังไงครอบครัวจึงจะสามารถรักษาระดับของความขัดแย้งไม่ให้ล้ำเส้นจาก “เห็นต่างกัน”ซึ่งถือเป็นความขัดแย้งระดับพอดีๆ เข้าสู่โซนที่ไม่พึงปรารถนา คือ “ไม่ชอบกัน” หรือโซนต้องห้ามคือ “เกลียดกัน” ได้ล่ะ?

มีหนทางอยู่ 3 ประการที่จะทำให้เราสามารถรักษาความขัดแย้งให้อยู่ในระดับพอดีๆ ซึ่งบางหนทางนั้นมีอยู่แล้วตามธรรมชาติแต่บางอย่างเราต้องออกแรงเพื่อให้ได้มา ได้แก่(1) การมี “ธรรมะ” ในใจของสมาชิกครอบครัว (2) การมี “ผู้มีบารมี” ในครอบครัว และ(3) การมี “ธรรมนูญครอบครัว” ทั้งสามหนทางข้างต้นสามารถช่วยควบคุมความขัดแย้งไม่ให้ประทุเป็น “ความรุนแรง” ได้

การมี “ธรรมะ” ในใจถือเป็นเรื่องที่พูดง่ายทำยาก แต่ถ้าหากทำได้เราก็ไม่ต้องการอะไรไปมากกว่านี้แล้วในการควบคุมความขัดแย้งไม่ให้บานปลายกลายเป็นความรุนแรง เป็นการสร้าง “ภูมิคุ้มกันความขัดแย้ง” ที่ดีที่สุดและยั่งยืนที่สุด

แต่ถ้าหากการทำให้ธรรมะเข้าไปอยู่ในใจของสมาชิกทุกคนอาจจะเป็นเรื่องที่ยากเกินไป หนทางที่ 2 ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็น“ภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ” ก็คือการมี “ผู้มีบารมีในครอบครัว” (Authoritative Figure) ก็คือ คุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ใหญ่ในตระกูลที่เมื่อท่านพูดแล้วทุกคนจะฟัง 

ผู้มีบารมีในครอบครัวเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เราจะกำหนดกะเกณฑ์ให้ใครคนใดคนหนึ่งเป็นผู้มีบารมีไม่ได้ ผู้มีบารมีมักจะเป็นผู้อาวุโสของตระกูล หรือผู้ที่มีบทบาทสำคัญในธุรกิจของครอบครัว “ผู้มีบารมี” จะช่วยควบคุมความขัดแย้งไม่ให้บานปลายได้แต่การพึ่งแต่ “ผู้มีบารมี” ในการปกป้องครอบครัวจากความขัดแย้งนั้นมีความเสี่ยงสูงโดยปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อ “ผู้มีบารมี” ไม่อยู่กับเราแล้วหรือท่านเหล่านั้นไม่มีบารมีอีกต่อไป

เมื่อเป็นดังนี้ หนทางที่ 3 จึงอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดนั่นก็คือการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเองด้วยสิ่งที่เรียกว่า “กติกาครอบครัว” หรือที่บรรดาที่ปรึกษามักจะเรียกกันให้น่าเกรงขามว่า “ธรรมนูญครอบครัว” (Family Constitution) ซึ่งเป็นกติกาที่กำหนดขึ้นโดยสมาชิกครอบครัวกันเองด้วยความสมัครใจร่วมกัน เพื่อใช้ควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกในตระกูลไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง ช่วยจัดสรรผลประโยชน์ให้แก่คนในครอบครัว และกำหนดแนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างสันติเพื่อความสุขและยั่งยืนของธุรกิจครอบครัว

จริงๆ แล้วประโยชน์ของการมีธรรมนูญครอบครัวเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นเขียนกันเลยเพราะการจะเขียนธรรมนูญครอบครัวได้ สมาชิกจะต้องมาประชุมพูดคุยกันซึ่งถือเป็นการเปิดช่องทางการสื่อสารระหว่างกันและเปิดพื้นที่สำหรับความคิดเห็นของสมาชิกได้แชร์มุมมอง ความเชื่อและจุดสนใจของแต่ละคนได้อย่างเปิดเผย จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของการบริหารจัดการความขัดแย้งโดยเริ่มที่ “ราก” ของปัญหากันเลยทีเดียว


“หนทาง” 3 ประการช่วยคุมความขัดแย้งไม่ให้กลายเป็น “ความรุนแรง


เมื่อรู้แล้วว่า “ความขัดแย้ง” ในระดับที่พอดีๆ นั้นให้คุณมากกว่าโทษ สมาชิกก็ต้องมาช่วยกันประคับประคองไม่ให้ความขัดแย้งในครอบครัวก้าวข้ามไปสู่ความ “ไม่ชอบกัน” หรือ “เกลียดกัน” ถ้าทำได้เช่นนี้ ทั้งครอบครัวและธุรกิจก็จะสามารถเดินหน้าไปร่วมกันอย่างมีความสุขและเปิดโอกาสให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน


สรุปแนวคิดการบริหารความขัดแย้งแบบ Healthy Conflict

  1. ธุรกิจที่ “สุขภาพดี” คือธุรกิจที่ “มีความขัดแย้งพอดีๆ” ความขัดแย้งในธุรกิจครอบครัวนั้นมีประโยชน์แต่ต้องประคับประคองไม่ให้ความขัดแย้งนั้นกลายเป็นความรุนแรง

  2. ความขัดแย้งมีแนวโน้มสูงขึ้นตามรุ่นของธุรกิจครอบครัวด้วยเหตุของ “ความห่าง”ของสมาชิกและ “ความจาง” ของสายเลือดทำให้เกิดช่องว่างที่เป็นบ่อเกิดของความขัดแย้งได้

  3. “ต้นตอ” ของความขัดแย้งมาจากสาเหตุ 3 ส่วนที่สำคัญ คือ ปัญหาการสื่อสาร ความคิดที่ต่างกันของสมาชิก และความโลภ โกรธ หลงซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์

  4. มีอยู่หลายหนทางที่จะช่วยควบคุมความขัดแย้งในครอบครัวให้อยู่ในระดับ “พอดีๆ” ไม่กลายเป็น “ความรุนแรง” ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการกำหนด “กติกาในการอยู่และทำงานร่วมกัน” ในครอบครัว 



Family Business Society / การเงินธนาคาร

ฉบับ 417 / มกราคม 2560

File: fam society 417



นวพล วิริยะกุลกิจ

ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว ผู้บริหารสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) และเป็นผู้อำนวยการร่วมของหลักสูตร “Happy Family, Healthy Business” โดยสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย และโรงเรียนพัฒนาผู้นำและสร้างสันติธรรม รักสคูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นวพล ได้ที่ nv@familybusinessasia และ Facebook Fanpage : Family Business Asia



สนใจเรื่อง “ธรรมนูญครอบครัว” สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในหนังสือ “ธรรมนูญครอบครัว : เขียนอย่างไรให้สำเร็จ” โดย นวพล วิริยะกุลกิจ จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์การเงินธนาคาร 2557

 
 
 

ความคิดเห็น



© Family Business Asia
  • Facebook
  • Instagram
  • TikTok
  • Youtube
bottom of page