top of page

พินัยกรรมของ “จาง ปี๋ ชื่อ” บุคคลที่ถูกขนานนามว่า Rockefeller of the East


“พินัยกรรม” ของ จาง ปี๋ ชื่อ จึงเป็นกรณีศึกษาให้กับครอบครัวเพื่อนำมา “คิดต่อ” ไม่ใช่ “ลอกต่อ” และใช้เครื่องมือสมัยใหม่ในปัจจุบันช่วยวางแผนสืบทอดมรดกและธุรกิจครอบครัวก็จะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด

โดย : นวพล วิริยะกุลกิจ


“ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จ คุณควรเดินฉีกไปบนเส้นทางใหม่ๆ มากกว่าจะเดินไปบนเส้นทางเดิมๆ ที่คนทั่วไปเห็นว่าคือความสำเร็จ” - John D. Rockefeller


Rockefeller of the East หมายความว่าอย่างไร? ถ้า John D. Rockefeller คือมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของสหรัฐอเมริกาที่มีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 20 “จาง ปี๋ ชื่อ” ก็คือ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเอเชียในช่วงเวลาเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “จาง ปี๋ ชื่อ” ก็คือ คนที่มีฐานะดีขนาดนั้นในยุคสมัยนั้นเขามีแนวคิดในวิธีจัดการมรดกของเขาอย่างไร?

ผมได้รู้จักกับคุณ “จาง ปี๋ ชื่อ” โดยบังเอิญ ไม่ใช่ว่าจะเดินชนกัน แต่ผมเข้าไปเยี่ยมบ้านของคุณจาง ในระหว่างที่ผมเดินทอดน่องอยู่ในย่าน Georgetown ซึ่งเป็นส่วนเมืองเก่าของปีนัง ซึ่งมี “Blue Mansion” หรือ “คฤหาสน์สีฟ้า” ของเขาเป็นจุดท่องเที่ยวที่ผู้คนมักแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ และในคฤหาสน์สีฟ้าที่ก่อสร้างแบบจีนนั้นเองที่ผมได้พบกับ “พินัยกรรม” ของคหบดีท่านนี้เข้า




คฤหาสน์สีฟ้าของ “จาง ปี๋ ชื่” บนถนน Leith ในเมืองปีนังได้รับการดูแลในฐานะสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของมาเลเซีย


พินัยกรรมจำนวน 9 หน้าที่มีอายุกว่าร้อยปีนั้นได้ระบุการจัดสรรทรัพย์สมบัติของเขาไว้อย่างละเอียด สะท้อนถึงแนวคิดของการส่งมอบมรดกจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งภายใต้วัฒนธรรมจีนแบบเข้มข้นในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 ซึ่งผมได้สรุปประเด็นสำคัญของพินัยกรรมฉบับนี้แบ่งตาม “โครงสร้าง 4 ส่วน” มาให้เราได้อ่านกัน ดังนี้


1. ทรัพย์ (Assets)

ในส่วนแรกของพินัยกรรมจะกำหนด “ขอบเขต” ของทรัพย์สินที่เป็นมรดก ได้แก่ (1) ประเภทของทรัพย์สิน (2) ตำแหน่งแห่งหนของทรัพย์สินนั้นๆ และ (3) ทรัพย์สินที่จะถูกขายออกไปเมื่อเขาเสียชีวิต

  1. ประเภทของทรัพย์สิน - พินัยกรรมของ จาง ปี๋ ชื่อ ได้แบ่งทรัพย์มรดกทั้งหมดออกเป็น 3 ประเภท คือ

  2. สังหาริมทรัพย์ (ทรัพย์ที่เคลื่อนย้ายได้)

  3. อสังหาริมทรัพย์ (ทรัพย์ที่เคลื่อนย้ายไม่ได้) เช่น บ้าน สิ่งปลูกสร้าง ที่ดิน

  4. หุ้นของบริษัทจำกัด (Limited Companies)

  5. ตำแหน่งแห่งหนของทรัพย์สิน - พินัยกรรมระบุถึงประเทศ (หรืออาณานิคมในสมัยนั้น) ที่ทรัพย์นั้นตั้งอยู่ 

ในพินัยกรรมของ จาง ปี๋ ชื่อ ไม่ได้ระบุรายการของทรัพย์สินไว้ (เนื่องว่าอาจจะมีจำนวนมาก) แต่เขียนครอบคลุมโดยใช้คำว่า “ทรัพย์สินทั้งหมดที่เป็น ‘ของผม’ ทั้งสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ และหุ้นในบริษัทจำกัดทั้งหมดที่ตั้งอยู่ที่...”

  1. ทรัพย์สินที่จะถูกขายออกไปเมื่อเขาเสียชีวิต–พินัยกรรมระบุถึงทรัพย์สินที่จะถูกขายออกไป (โดยละเอียด) หรือเงินสดที่จะถูกใช้เพื่อจ่ายหนี้สินที่ยังคงเหลืออยู่เมื่อเขาเสียชีวิต และการจัดพิธีศพให้กับตัวเขา รวมถึงค่าใช้จ่ายในการ “พิสูจน์พินัยกรรมโดยศาล” โดยกำหนดให้ทนายเป็นผู้ดำเนินการขายทรัพย์สินของเขา


2. ทรัสต์ (Trust)

พินัยกรรมของ จาง ปี๋ ชื่อ ได้ใช้ “ทรัสต์” หรือ “กองทุนทรัสต์ของครอบครัว” เป็นเครื่องมือในการบริหารทรัพย์ที่เป็นมรดก โดยคุณจางได้แบ่งทรัพย์สินของเขาในทรัสต์ออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้

  1. บ้านของครอบครัว กำหนดให้บ้านเลขที่ 14 บนถนน Leith (คฤหาสน์สีฟ้า) และข้าวของเครื่องใช้เครื่องประดับตกแต่งที่อยู่ในและนอกบ้านเป็นทรัพย์ที่สมาชิกครอบครัวที่ระบุชื่อไว้ในพินัยกรรมมีสิทธิใช้สอยได้ โดยที่

    • หากมีข้อสงสัยหรือข้อขัดแย้งระหว่างผู้มีสิทธิอยู่อาศัยใน “บ้านของครอบครัว” และการอยู่ร่วมกันต่อไปไม่เป็นที่พึงปรารถนาของครอบครัว ก็ให้ “ผู้ดูแลทรัสต์” เป็นคนตัดสินว่าใครจะได้อยู่ต่อ และใครจะต้องออกจากบ้านไป

    • ทรัสต์จะออกค่าใช้จ่ายของบ้านซึ่งรวมถึง ค่าซ่อมแซม ทาสี ทำความสะอาด ไฟส่องสว่าง ค่าแรงคนใช้ ค่าน้ำ แต่ไม่รวม ค่าอาหารเครื่องดื่ม เสื้อผ้า หรือยานพาหนะ (สมัยนั้นเป็นม้าและรถลาก) ของสมาชิกที่อยู่อาศัยในบ้าน

  2. เงินเดือน ของสมาชิกครอบครัวจากกองทรัสต์

    • ผู้มีสิทธิได้รับเงินเดือน ได้แก่ ภรรยาของ จาง ปี๋ ชื่อ หรือในกรณีที่ภรรยาเสียชีวิตหมดแล้ว ก็ให้เงินเดือนนั้นแก่บุตรสาว หรือหลานสาว หรือภรรยาของบุตรหรือภรรยาของหลานชายที่ผู้ดูแลทรัสต์เห็นว่าเหมาะสมที่สุดไม่เกิน 250 ดอลลาร์/เดือน

  3. เงินปันผลรายปี ซึ่งเป็นดอกผลของการนำทรัพย์สินไปลงทุน

    • ให้อำนาจผู้ดูแลทรัสต์ตัดสินใจในการลงทุนตามที่เห็นว่าเหมาะสม

    • ให้นำดอกผลจากทรัสต์และเงินสดเท่านั้นมาลงทุน

    • หากเป็นอสังหาริมทรัพย์สามารถนำมาปล่อยให้เช่าได้

    • ให้กระจายการลงทุนไปในหลายๆ ประเภท

    • ให้นำดอกผลทั้งหมดที่ได้รับจากการลงทุนในแต่ละปี (Annual Income) แบ่งออกเป็นส่วนๆ ดังนี้

ภรรยา

1 ส่วน

ภรรยาน้อย

1 ส่วน

ลูกชายคนที่ 1

1 ส่วน

ลูกชายคนที่ 2

1 ส่วน

ลูกชายคนที่ 3

1 ส่วน

ลูกชายคนที่ 4

1 ส่วน

ลูกชายคนที่ 5

2 ส่วน

หลานชายคนที่ 1

1 ส่วน

ลูกผู้หญิงคนที่ 1

1 ส่วน

ลูกผู้ชาย ของ จาง ปี๋ ชื่อ ที่เกิดภายหลังที่พินัยกรรมฉบับนี้จัดทำขึ้น*

2 ส่วน

ลูกผู้หญิง ของ จาง ปี๋ ชื่อ ที่เกิดภายหลังที่พินัยกรรมฉบับนี้จัดทำขึ้น*

1 ส่วน

หมายเหตุ * ต้องมีชีวิตอยู่ถึงวันที่ จาง ปี๋ ชื่อ เสียชีวิต

  • หากลูกชายหรือหลานชายที่มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเงินปันผลข้างต้นเสียชีวิต ลูกชายของพวกเขาจะได้รับเงินปันผลรายปีในส่วนของบิดาของพวกเขา (ถ้ามีมากกว่า 1 คน ให้แบ่งระหว่างพี่น้องผู้ชายเท่าๆ กัน)

  • หากภรรยา ภรรยาน้อย หรือลูกสาวแต่งงานออกไป พวกเขาจะไม่ได้รับส่วนแบ่งเงินปันผลรายปีอีกต่อไป

เมื่อกองทรัสต์หมดอายุ ให้ผู้ดูแลทรัสต์สามารถแปลงทรัพย์ทั้งหมดในกองทรัสต์ให้เป็นเงินสดแล้วแบ่งให้สมาชิกตามสัดส่วน ดังนี้


ผู้สืบสกุลที่เป็นชายของลูกชายคนที่ 1

1 ส่วน

ผู้สืบสกุลที่เป็นชายของลูกชายคนที่ 2

1 ส่วน

ผู้สืบสกุลที่เป็นชายของลูกชายคนที่ 3

1 ส่วน

ผู้สืบสกุลที่เป็นชายของลูกชายคนที่ 4

1 ส่วน

ผู้สืบสกุลที่เป็นชายของลูกชายคนที่ 5

2 ส่วน

ผู้สืบสกุลที่เป็นชายของหลานชายคนที่ 1

1 ส่วน

ลูกผู้ชายของ จาง ปี๋ ชื่อ ที่เกิดภายหลังที่พินัยกรรมฉบับนี้จัดทำขึ้น*

2 ส่วน

หมายเหตุ * ต้องมีชีวิตอยู่ถึงวันที่ จาง ปี๋ ชื่อ เสียชีวิต

  • การจัดสรรส่วนแบ่งข้างต้นจะให้เป็นสายครอบครัว ไม่ใช่ให้ตัวบุคคล ดังนั้น ผู้สืบสกุลที่เป็นชายในแต่ละสายให้แบ่งเงินที่ได้รับจัดสรรเท่าๆ กัน

  • ลูกสาวของเขา รวมถึงบุตรและบุตรีของลูกสาวนั้นจะไม่ได้รับจัดสรรส่วนแบ่งข้างต้น


3. ผู้ดูแลทรัสต์ (Trustees)

ในส่วนที่ 3 นั้นเกี่ยวกับ “ผู้ดูแลทรัสต์” ซึ่งจาง ปี๋ ชื่อ ได้แต่งตั้งบุคคล 2 คนให้เป็นผู้ดูแลทรัสต์เมื่อเขาจากไป โดยมีลักษณะสำคัญอื่นๆ ดังนี้

  1. ให้มีผู้ดูแลทรัสต์ 2 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นหลานของเขา

  2. อำนาจหน้าที่ของผู้ดูแลทรัสต์ ทำหน้าที่บริหารทรัสต์ให้เป็นไปตามที่พินัยกรรมกำหนด เป็นคนกลางตัดสินปัญหาระหว่างสมาชิกครอบครัวที่อาศัยอยู่ร่วมกันในบ้านสีฟ้า และบริหารการลงทุนทรัพย์สินในทรัสต์

  3. กำหนดค่าตอบแทน แก่ผู้ดูแลทรัสต์

    • เงินก้อนจำนวน 10,000 ดอลลาร์ แก่ผู้ดูแลทรัสต์แต่ละคน (Lum Sum เป็นเงินก้อนจ่ายครั้งเดียว)

    • ค่าคอมมิสชั่น 5% จากค่าเช่าและรายได้อื่นๆ ตลอดเวลาในขณะที่ยังทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลทรัสต์อยู่ (แบ่งกันระหว่างผู้ดูแลทรัสต์ทั้งสอง)

    • หากเหลือผู้ดูแลทรัสต์เพียงคนเดียว คนๆ นั้นจะได้ค่าคอมมิชชั่นไปทั้งหมด

  4. การเลือกผู้ดูแลทรัสต์คนใหม่ จะสามารถทำได้เมื่อลูกชายคนที่ 5 (ลูกรักของ จาง ปี๋ ชื่อ) มีอายุ 21 ปี โดยให้ลูกชายทั้ง 5 คน หรือหลานชาย หรือผู้ดูแลทรัสต์ สามารถหารือกันเพื่อเลือกผู้ดูแลทรัสต์คนใหม่มาทดแทนผู้ดูแลฯ ที่เสียชีวิตไป หรืออยู่นอกอาณานิคม หรือผู้ดูแลฯ ที่ไม่ต้องการหรือปฏิเสธที่จะทำหน้าที่ต่อไป หรือผู้ดูแลทรัสต์ที่ไม่เหมาะสม หรือไม่สามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่อีกต่อไปได้


4. ผู้รับประโยชน์ (Beneficiaries)

ในส่วนที่ 4 จะระบุว่า ใครเป็นผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์จากทรัสต์บ้าง ได้รับมากน้อยแค่ไหน ซึ่งเราสามารถแบ่งสมาชิกครอบครัวของ จาง ปี๋ ชื่อ ออกได้เป็น 5 กลุ่ม และผลประโยชน์ที่พวกเขาจะได้รับ ดังนี้




บ้านครอบครัว

เงินเดือน

เงินปันผลรายปี

กลุ่มที่ 1

  • ภรรยา (1 คน) และภรรยาน้อย (1 คน)

  • ลูกชายทั้ง 5 คน ลูกสาว 1 คน และหลานชาย 2 คน


มีสิทธิอยู่อาศัย


  • ภรรยาและภรรยาน้อยไม่เกิน 250 ดอลล่าร์/เดือน


  • คนละ 1 ส่วน 

  • ยกเว้นลูกชายคนที่ 5 (ลูกรัก) ได้ 2 ส่วน

กลุ่มที่ 2

ลูกชาย-ลูกสาวของ จาง ปี๋ ชื่อ ที่เกิดภายหลังที่พินัยกรรมฉบับนี้จัดทำขึ้น


  • มีสิทธิอยู่อาศัย

  • หากลูกสาวเสียชีวิตไป ลูกของพวกเขาจะต้องออกจากบ้านไป


-


  • ลูกชาย 2 ส่วน

  • ลูกสาว 1 ส่วน

กลุ่มที่ 3

สามีและภรรยาของลูกหลานในกลุ่ม 1-2


  • มีสิทธิอยู่อาศัย

  • หากลูกสาวเสียชีวิตไป สามีของพวกเขาจะต้องออกจากบ้านไป


-


-

กลุ่มที่ 4

  • ลูกชายของลูกชาย

  • ลูกชายของหลานชาย 


มีสิทธิอยู่อาศัยจนกระทั่งแต่งงาน


-


-

กลุ่มที่ 5

  • ลูกของลูกสาว ไม่ว่าชายหรือหญิง 


มีสิทธิอยู่อาศัยจนกระทั่งอายุ 21 ปี หรือแต่งงาน


-


-


ทั้งนี้ หากสมาชิกครอบครัวคนใดเปลี่ยนศาสนา สมาชิกคนนั้นจะไม่มีสิทธิที่จะได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินตามพินัยกรรมฉบับนี้อีกต่อไป


สรุป “โครงสร้าง 4 ส่วน” ของพินัยกรรม จาง ปี๋ ชื่อ 


จาง ปี๋ ชื่อ (Cheong FattTze) (ค.ศ.1840-1916)

“จาง ปี๋ ชื่อ” เป็นนักธุรกิจชาวจีนที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสำเร็จทางธุรกิจนำมาซึ่งการได้รับการยอมรับจากรัฐบาลจีน ส่งผลให้เขาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆ ทางการเมืองทั้งในฐานะกงสุลใหญ่ของจีนที่สิงคโปร์ และรัฐมนตรีในจังหวัด Guangdong ทางตอนใต้ของจีน 

“จาง ปี๋ ชื่อ” กำเนิดในครอบครัวชาวจีนที่ยากจนในปี 1840 ในจังหวัด Guangdong ทางตอนใต้ของจีน และเมื่อสงครามกลางเมืองและสงครามฝิ่นระเบิดขึ้นในปี 1856 ความลำบากยากแค้นผลักดันให้หนุ่ม จาง ปี๋ ชื่อ อพยพมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จาง ปี๋ ชื่อ เริ่มต้นจากกรรมกรแบกน้ำ แล้วมาเป็นเสมียนในกรุงจากาตาร์ หลังจากแต่งงานเขาก่อตั้งบริษัทนำเข้าส่งออกด้วยเงินช่วยเหลือจากพ่อตา จา ปี๋ ชื่อ ขยายธุรกิจจากกิจการที่เกี่ยวข้องกับยางพารา กาแฟและใบชา ไปสู่ธุรกิจธนาคารซึ่งทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยอย่างมากในอินโดนีเซีย จาง ปี๋ ชื่อ ไม่หยุดอยู่แค่นั้น เขาขยายธุรกิจไปสู่ปีนังและจีนสร้างสายเรือเดินสมุทรที่ขนส่งสินค้าระหว่างปีนังและเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย และกลายเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จที่สุดในภูมิภาคอินโดจีน

ความสำเร็จทางธุรกิจนำเขาเข้าสู่งานทางการเมือง ในปี 1890 จาง ปี๋ ชื่อ ได้รับการแต่งให้เป็นกงศุลจีนในปีนังก่อนจะย้ายมาตั้งสำนักงานกงสุลในสิงคโปร์ในเวลาต่อมา เขาทำหน้าที่ประสานผลประโยชน์ระหว่างนักธุรกิจชาวจีนกับผู้บริหารอาณานิคมชาวอังกฤษ ผลงานทำให้เขาถูกเรียกตัวจากจักรพรรดิจีนให้นำเสนอแผนพัฒนาประเทศจีน หลังจากนั้นเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร อุตสาหกรรม ถนนและเหมืองแร่ของจังหวัด Fujian และ Guangdong และเมื่อตอนพรรคก๊กมินตั๋นโค่นล้มราชวงศ์ Qing ลงได้ในปี 1912 จาง ปี๋ ชื่อ ก็ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (เขาเคยให้ที่พักอาศัยและเงินอุดหนุนแก่ ดร.ซุน ยัด เซ็น เพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงหลังปี 1911) และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานสภาหอการค้าแห่งชาติของประเทศจีนอีกด้วย

“จาง ปี๋ ชื่อ” สิ้นอายุขัยในปี 1916 ที่อินโดนีเซีย เขามีภรรยา 2 คน และลูกหลานอีกหลายคน ชีวิตที่เต็มไปด้วยการทำคุณประโยชน์ให้แก่บ้านเกิดเมืองนอนและผู้คนที่เขาได้เข้าไปเกี่ยวข้อง ส่งผลให้รัฐบาลจีนสั่งให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติบันทึกชีวประวัติของ จาง ปี๋ ชื่อ ในเอกสารประวัติศาสตร์แห่งชาติเพื่อให้ผลงานของเขาได้รับการจดจำตลอดไป ในขณะที่มาเลเซียได้ตั้งชื่อถนน Jalan Cheong FattTze เพื่อเป็นเกียรติให้แก่ชายที่ถูกเรียกขานว่า “Rockefeller of the East”


เมื่อหันกลับไปมองว่าเมื่อ 100 ปีที่แล้ว มหาเศรษฐีเขาวางแผนส่งมอบมรดกกันอย่างไร ผมก็ได้แต่กรองเอาเฉพาะแนวคิดที่น่าสนใจของเขาไว้ ขณะเดียวกันก็ละทิ้งหลายๆ ส่วนไป แนวคิดในการใช้ “ทรัสต์” ในการบริหารมรดกอาจยังไม่สามารถใช้ได้ในประเทศไทย เพราะกฎหมายยังไม่รองรับ แต่ครอบครัวก็สามารถออกไปตั้งกองทุนทรัสต์นอกประเทศได้ไม่ยาก ประเด็นที่น่าสนใจของเรื่องนี้อยู่ที่แนวคิดในการ“แบ่งสรรผลประโยชน์ให้แก่สมาชิกในครอบครัว” ซึ่งสุดท้ายแล้วเราก็ได้เห็นจุดอ่อนของพินัยกรรมฉบับนี้ในหลายจุดที่อาจจะกลายเป็นประเด็นปัญหาในอนาคต เช่น การเกิดขึ้นของ “ลูกรัก” ซึ่งอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างพี่น้องและปัญหาการแบ่งผลประโยชน์ในสายครอบครัว ซึ่งถ้าตัวหารในสายน้อยลงสมาชิกที่เหลือก็จะได้ส่วนแบ่งมากขึ้น ฯลฯ 

ผมยังสืบไปไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้วครอบครัวนี้เป็นอย่างไรภายหลังจากที่ จาง ปี๋ ชื่อ เสียชีวิต แต่ก็เชื่อว่าการส่งมอบมรดกด้วย “พินัยกรรม” อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดอีกต่อไปในปัจจุบันที่เรามีเครื่องมือใหม่ๆ ในการส่งมอบธุรกิจและสมบัติของครอบครัวที่ดีกว่าในอดีต เช่น การเขียน “ธรรมนูญครอบครัว” ที่เป็นรากฐานในการกำหนดกติกาในครอบครัวและวางแผนเรื่องมรดกร่วมกัน การใช้เครื่องมือทางการเงินเช่น Insurance Policy หรือ “ทรัสต์” ในการสร้างหลักประกันทางการเงินให้แก่คนรุ่นต่อไป หรือแม้กระทั่งการเปิด “บัญชีออมทรัพย์ครอบครัว” ในการบริหารเงินกงสีซึ่งก็ไม่ยุ่งยากอะไร และหากจะขายกิจการของครอบครัว Private Equity และตลาดหลักทรัพย์ก็เป็นวิธีใหม่ๆ ที่ จาง ปี๋ ชื่อ ไม่เคยได้รู้จักเมื่อร้อยปีที่แล้ว 


สรุปประเด็นสำคัญ

  •  จาง ปี๋ ชื่อ ใช้ “พินัยกรรม” และ “ทรัสต์” เป็นเครื่องมือในการสืบทอดมรดก 

  • “พินัยกรรมของ จาง ปี๋ ชื่อ” ชื่อสามารถแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ (1) ทรัพย์สิน (2) กองทุนทรัสต์ (3) ผู้ดูแลทรัสต์และ (4) ผู้ได้รับผลประโยชน์ เมื่อสี่ส่วนครบถ้วนจะสร้างระบบของการแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างลูกหลานที่ชัดเจน

  • แต่พินัยกรรมของ จาง ปี๋ ชื่อ ก็มี “จุดอ่อน” อยู่หลายจุดซึ่งอาจจะสร้างปัญหาความขัดแย้งระหว่างลูกหลานเมื่อเขาจากไป

  • “พินัยกรรม” ของ จาง ปี๋ ชื่อ จึงเป็นกรณีศึกษาให้กับครอบครัวเพื่อนำมา “คิดต่อ” ไม่ใช่ “ลอกต่อ” และใช้ เครื่องมือสมัยใหม่ ในปัจจุบันช่วยวางแผนสืบทอดมรดกและธุรกิจครอบครัวก็จะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด



Family Business Society / การเงินธนาคาร

ฉบับ 395 / มีนาคม 2558

File: fam society 395


นวพล วิริยะกุลกิจ

ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว ผู้บริหารสถาบัน แฟมิลี่ บิสสิเนส เอเชีย (Family Business Asia) และเป็นผู้อำนวยการร่วมของหลักสูตร “Happy Family, Healthy Business” โดยสถาบัน แฟมิลี่ บิสสิเนส เอเชีย และโรงเรียนพัฒนาผู้นำและสร้างสันติธรรม รักสคูลโดย ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนวพล ได้ที่ jaynavaphol@gmail.com


แหล่งข้อมูล

  • Will and Testament of Cheong FattTze

  • "The Wealthiest Americans Ever". New York Times. Retrieved 30 September 2014.

  • "Richest Americans in History". Forbes. 24 August 1998. Retrieved 22 December 2009.

  • Cheong FattTze from Wikipedia 2015

  • “กองทุนทรัสต์ส่วนตัวของครอบครัว”www.finansa-asset.com



เชิงอรรถ

 

“If you want to succeed you should strike out on new paths, rather than travel the worn paths of accepted success.” - John D. Rockefeller

2

ประมาณกันว่าในปี ค.ศ.1937 ซึ่งเป็นปีที่ Rockefeller เสียชีวิตนั้น เขามีทรัพย์สินรวมมูลค่าประมาณ 392-663พันล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อปรับตามค่าเงินในปี ค.ศ.2007 (70 ปีหลังจากเขาเสียชีวิต) ด้วยมูลค่าทรัพย์สินดังกล่าว John D. Rockefeller จึงกลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา

3

ปัจจุบันกฎหมายไทยยังไม่รองรับการจัดตั้งทรัสต์สำหรับการบริหารทรัพย์สินส่วนบุคคล การจัดตั้งทรัสต์ในปัจจุบันจึงถูกจัดตั้งขึ้นในต่างประเทศผ่านสถาบันการเงินและบริษัทกฎหมาย อนึ่ง สำหรับทรัสต์ในบทความนี้เป็นทรัสต์ในลักษณะ Testamentary Trust หรือทรัสต์ที่ถูกจัดตั้งขึ้นภายใต้พินัยกรรมและจะมีผลบังคับภายหลังที่เจ้ามรดกเสียชีวิตแล้ว


 
 
 

ความคิดเห็น



© Family Business Asia
  • Facebook
  • Instagram
  • TikTok
  • Youtube
bottom of page