พินัยกรรมของ “จาง ปี๋ ชื่อ” บุคคลที่ถูกขนานนามว่า Rockefeller of the East
- Navaphol Viriyakunkit

- 10 เม.ย.
- ยาว 3 นาที

“พินัยกรรม” ของ จาง ปี๋ ชื่อ จึงเป็นกรณีศึกษาให้กับครอบครัวเพื่อนำมา “คิดต่อ” ไม่ใช่ “ลอกต่อ” และใช้เครื่องมือสมัยใหม่ในปัจจุบันช่วยวางแผนสืบทอดมรดกและธุรกิจครอบครัวก็จะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด
โดย : นวพล วิริยะกุลกิจ
“ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จ คุณควรเดินฉีกไปบนเส้นทางใหม่ๆ มากกว่าจะเดินไปบนเส้นทางเดิมๆ ที่คนทั่วไปเห็นว่าคือความสำเร็จ” - John D. Rockefeller
Rockefeller of the East หมายความว่าอย่างไร? ถ้า John D. Rockefeller คือมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของสหรัฐอเมริกาที่มีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 20 “จาง ปี๋ ชื่อ” ก็คือ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเอเชียในช่วงเวลาเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “จาง ปี๋ ชื่อ” ก็คือ คนที่มีฐานะดีขนาดนั้นในยุคสมัยนั้นเขามีแนวคิดในวิธีจัดการมรดกของเขาอย่างไร?
ผมได้รู้จักกับคุณ “จาง ปี๋ ชื่อ” โดยบังเอิญ ไม่ใช่ว่าจะเดินชนกัน แต่ผมเข้าไปเยี่ยมบ้านของคุณจาง ในระหว่างที่ผมเดินทอดน่องอยู่ในย่าน Georgetown ซึ่งเป็นส่วนเมืองเก่าของปีนัง ซึ่งมี “Blue Mansion” หรือ “คฤหาสน์สีฟ้า” ของเขาเป็นจุดท่องเที่ยวที่ผู้คนมักแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ และในคฤหาสน์สีฟ้าที่ก่อสร้างแบบจีนนั้นเองที่ผมได้พบกับ “พินัยกรรม” ของคหบดีท่านนี้เข้า

คฤหาสน์สีฟ้าของ “จาง ปี๋ ชื่” บนถนน Leith ในเมืองปีนังได้รับการดูแลในฐานะสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของมาเลเซีย
พินัยกรรมจำนวน 9 หน้าที่มีอายุกว่าร้อยปีนั้นได้ระบุการจัดสรรทรัพย์สมบัติของเขาไว้อย่างละเอียด สะท้อนถึงแนวคิดของการส่งมอบมรดกจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งภายใต้วัฒนธรรมจีนแบบเข้มข้นในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 ซึ่งผมได้สรุปประเด็นสำคัญของพินัยกรรมฉบับนี้แบ่งตาม “โครงสร้าง 4 ส่วน” มาให้เราได้อ่านกัน ดังนี้
1. ทรัพย์ (Assets)
ในส่วนแรกของพินัยกรรมจะกำหนด “ขอบเขต” ของทรัพย์สินที่เป็นมรดก ได้แก่ (1) ประเภทของทรัพย์สิน (2) ตำแหน่งแห่งหนของทรัพย์สินนั้นๆ และ (3) ทรัพย์สินที่จะถูกขายออกไปเมื่อเขาเสียชีวิต
ประเภทของทรัพย์สิน - พินัยกรรมของ จาง ปี๋ ชื่อ ได้แบ่งทรัพย์มรดกทั้งหมดออกเป็น 3 ประเภท คือ
สังหาริมทรัพย์ (ทรัพย์ที่เคลื่อนย้ายได้)
อสังหาริมทรัพย์ (ทรัพย์ที่เคลื่อนย้ายไม่ได้) เช่น บ้าน สิ่งปลูกสร้าง ที่ดิน
หุ้นของบริษัทจำกัด (Limited Companies)
ตำแหน่งแห่งหนของทรัพย์สิน - พินัยกรรมระบุถึงประเทศ (หรืออาณานิคมในสมัยนั้น) ที่ทรัพย์นั้นตั้งอยู่
ในพินัยกรรมของ จาง ปี๋ ชื่อ ไม่ได้ระบุรายการของทรัพย์สินไว้ (เนื่องว่าอาจจะมีจำนวนมาก) แต่เขียนครอบคลุมโดยใช้คำว่า “ทรัพย์สินทั้งหมดที่เป็น ‘ของผม’ ทั้งสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ และหุ้นในบริษัทจำกัดทั้งหมดที่ตั้งอยู่ที่...”
ทรัพย์สินที่จะถูกขายออกไปเมื่อเขาเสียชีวิต–พินัยกรรมระบุถึงทรัพย์สินที่จะถูกขายออกไป (โดยละเอียด) หรือเงินสดที่จะถูกใช้เพื่อจ่ายหนี้สินที่ยังคงเหลืออยู่เมื่อเขาเสียชีวิต และการจัดพิธีศพให้กับตัวเขา รวมถึงค่าใช้จ่ายในการ “พิสูจน์พินัยกรรมโดยศาล” โดยกำหนดให้ทนายเป็นผู้ดำเนินการขายทรัพย์สินของเขา
2. ทรัสต์ (Trust)
พินัยกรรมของ จาง ปี๋ ชื่อ ได้ใช้ “ทรัสต์” หรือ “กองทุนทรัสต์ของครอบครัว” เป็นเครื่องมือในการบริหารทรัพย์ที่เป็นมรดก โดยคุณจางได้แบ่งทรัพย์สินของเขาในทรัสต์ออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้
บ้านของครอบครัว กำหนดให้บ้านเลขที่ 14 บนถนน Leith (คฤหาสน์สีฟ้า) และข้าวของเครื่องใช้เครื่องประดับตกแต่งที่อยู่ในและนอกบ้านเป็นทรัพย์ที่สมาชิกครอบครัวที่ระบุชื่อไว้ในพินัยกรรมมีสิทธิใช้สอยได้ โดยที่
หากมีข้อสงสัยหรือข้อขัดแย้งระหว่างผู้มีสิทธิอยู่อาศัยใน “บ้านของครอบครัว” และการอยู่ร่วมกันต่อไปไม่เป็นที่พึงปรารถนาของครอบครัว ก็ให้ “ผู้ดูแลทรัสต์” เป็นคนตัดสินว่าใครจะได้อยู่ต่อ และใครจะต้องออกจากบ้านไป
ทรัสต์จะออกค่าใช้จ่ายของบ้านซึ่งรวมถึง ค่าซ่อมแซม ทาสี ทำความสะอาด ไฟส่องสว่าง ค่าแรงคนใช้ ค่าน้ำ แต่ไม่รวม ค่าอาหารเครื่องดื่ม เสื้อผ้า หรือยานพาหนะ (สมัยนั้นเป็นม้าและรถลาก) ของสมาชิกที่อยู่อาศัยในบ้าน
เงินเดือน ของสมาชิกครอบครัวจากกองทรัสต์
ผู้มีสิทธิได้รับเงินเดือน ได้แก่ ภรรยาของ จาง ปี๋ ชื่อ หรือในกรณีที่ภรรยาเสียชีวิตหมดแล้ว ก็ให้เงินเดือนนั้นแก่บุตรสาว หรือหลานสาว หรือภรรยาของบุตรหรือภรรยาของหลานชายที่ผู้ดูแลทรัสต์เห็นว่าเหมาะสมที่สุดไม่เกิน 250 ดอลลาร์/เดือน
เงินปันผลรายปี ซึ่งเป็นดอกผลของการนำทรัพย์สินไปลงทุน
ให้อำนาจผู้ดูแลทรัสต์ตัดสินใจในการลงทุนตามที่เห็นว่าเหมาะสม
ให้นำดอกผลจากทรัสต์และเงินสดเท่านั้นมาลงทุน
หากเป็นอสังหาริมทรัพย์สามารถนำมาปล่อยให้เช่าได้
ให้กระจายการลงทุนไปในหลายๆ ประเภท
ให้นำดอกผลทั้งหมดที่ได้รับจากการลงทุนในแต่ละปี (Annual Income) แบ่งออกเป็นส่วนๆ ดังนี้
ภรรยา | 1 ส่วน |
ภรรยาน้อย | 1 ส่วน |
ลูกชายคนที่ 1 | 1 ส่วน |
ลูกชายคนที่ 2 | 1 ส่วน |
ลูกชายคนที่ 3 | 1 ส่วน |
ลูกชายคนที่ 4 | 1 ส่วน |
ลูกชายคนที่ 5 | 2 ส่วน |
หลานชายคนที่ 1 | 1 ส่วน |
ลูกผู้หญิงคนที่ 1 | 1 ส่วน |
ลูกผู้ชาย ของ จาง ปี๋ ชื่อ ที่เกิดภายหลังที่พินัยกรรมฉบับนี้จัดทำขึ้น* | 2 ส่วน |
ลูกผู้หญิง ของ จาง ปี๋ ชื่อ ที่เกิดภายหลังที่พินัยกรรมฉบับนี้จัดทำขึ้น* | 1 ส่วน |
หมายเหตุ * ต้องมีชีวิตอยู่ถึงวันที่ จาง ปี๋ ชื่อ เสียชีวิต
หากลูกชายหรือหลานชายที่มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเงินปันผลข้างต้นเสียชีวิต ลูกชายของพวกเขาจะได้รับเงินปันผลรายปีในส่วนของบิดาของพวกเขา (ถ้ามีมากกว่า 1 คน ให้แบ่งระหว่างพี่น้องผู้ชายเท่าๆ กัน)
หากภรรยา ภรรยาน้อย หรือลูกสาวแต่งงานออกไป พวกเขาจะไม่ได้รับส่วนแบ่งเงินปันผลรายปีอีกต่อไป
เมื่อกองทรัสต์หมดอายุ ให้ผู้ดูแลทรัสต์สามารถแปลงทรัพย์ทั้งหมดในกองทรัสต์ให้เป็นเงินสดแล้วแบ่งให้สมาชิกตามสัดส่วน ดังนี้
ผู้สืบสกุลที่เป็นชายของลูกชายคนที่ 1 | 1 ส่วน |
ผู้สืบสกุลที่เป็นชายของลูกชายคนที่ 2 | 1 ส่วน |
ผู้สืบสกุลที่เป็นชายของลูกชายคนที่ 3 | 1 ส่วน |
ผู้สืบสกุลที่เป็นชายของลูกชายคนที่ 4 | 1 ส่วน |
ผู้สืบสกุลที่เป็นชายของลูกชายคนที่ 5 | 2 ส่วน |
ผู้สืบสกุลที่เป็นชายของหลานชายคนที่ 1 | 1 ส่วน |
ลูกผู้ชายของ จาง ปี๋ ชื่อ ที่เกิดภายหลังที่พินัยกรรมฉบับนี้จัดทำขึ้น* | 2 ส่วน |
หมายเหตุ * ต้องมีชีวิตอยู่ถึงวันที่ จาง ปี๋ ชื่อ เสียชีวิต
การจัดสรรส่วนแบ่งข้างต้นจะให้เป็นสายครอบครัว ไม่ใช่ให้ตัวบุคคล ดังนั้น ผู้สืบสกุลที่เป็นชายในแต่ละสายให้แบ่งเงินที่ได้รับจัดสรรเท่าๆ กัน
ลูกสาวของเขา รวมถึงบุตรและบุตรีของลูกสาวนั้นจะไม่ได้รับจัดสรรส่วนแบ่งข้างต้น
3. ผู้ดูแลทรัสต์ (Trustees)
ในส่วนที่ 3 นั้นเกี่ยวกับ “ผู้ดูแลทรัสต์” ซึ่งจาง ปี๋ ชื่อ ได้แต่งตั้งบุคคล 2 คนให้เป็นผู้ดูแลทรัสต์เมื่อเขาจากไป โดยมีลักษณะสำคัญอื่นๆ ดังนี้
ให้มีผู้ดูแลทรัสต์ 2 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นหลานของเขา
อำนาจหน้าที่ของผู้ดูแลทรัสต์ ทำหน้าที่บริหารทรัสต์ให้เป็นไปตามที่พินัยกรรมกำหนด เป็นคนกลางตัดสินปัญหาระหว่างสมาชิกครอบครัวที่อาศัยอยู่ร่วมกันในบ้านสีฟ้า และบริหารการลงทุนทรัพย์สินในทรัสต์
กำหนดค่าตอบแทน แก่ผู้ดูแลทรัสต์
เงินก้อนจำนวน 10,000 ดอลลาร์ แก่ผู้ดูแลทรัสต์แต่ละคน (Lum Sum เป็นเงินก้อนจ่ายครั้งเดียว)
ค่าคอมมิสชั่น 5% จากค่าเช่าและรายได้อื่นๆ ตลอดเวลาในขณะที่ยังทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลทรัสต์อยู่ (แบ่งกันระหว่างผู้ดูแลทรัสต์ทั้งสอง)
หากเหลือผู้ดูแลทรัสต์เพียงคนเดียว คนๆ นั้นจะได้ค่าคอมมิชชั่นไปทั้งหมด
การเลือกผู้ดูแลทรัสต์คนใหม่ จะสามารถทำได้เมื่อลูกชายคนที่ 5 (ลูกรักของ จาง ปี๋ ชื่อ) มีอายุ 21 ปี โดยให้ลูกชายทั้ง 5 คน หรือหลานชาย หรือผู้ดูแลทรัสต์ สามารถหารือกันเพื่อเลือกผู้ดูแลทรัสต์คนใหม่มาทดแทนผู้ดูแลฯ ที่เสียชีวิตไป หรืออยู่นอกอาณานิคม หรือผู้ดูแลฯ ที่ไม่ต้องการหรือปฏิเสธที่จะทำหน้าที่ต่อไป หรือผู้ดูแลทรัสต์ที่ไม่เหมาะสม หรือไม่สามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่อีกต่อไปได้
4. ผู้รับประโยชน์ (Beneficiaries)
ในส่วนที่ 4 จะระบุว่า ใครเป็นผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์จากทรัสต์บ้าง ได้รับมากน้อยแค่ไหน ซึ่งเราสามารถแบ่งสมาชิกครอบครัวของ จาง ปี๋ ชื่อ ออกได้เป็น 5 กลุ่ม และผลประโยชน์ที่พวกเขาจะได้รับ ดังนี้
บ้านครอบครัว | เงินเดือน | เงินปันผลรายปี | |
กลุ่มที่ 1
| มีสิทธิอยู่อาศัย |
|
|
กลุ่มที่ 2 ลูกชาย-ลูกสาวของ จาง ปี๋ ชื่อ ที่เกิดภายหลังที่พินัยกรรมฉบับนี้จัดทำขึ้น |
| - |
|
กลุ่มที่ 3 สามีและภรรยาของลูกหลานในกลุ่ม 1-2 |
| - | - |
กลุ่มที่ 4
| มีสิทธิอยู่อาศัยจนกระทั่งแต่งงาน | - | - |
กลุ่มที่ 5
| มีสิทธิอยู่อาศัยจนกระทั่งอายุ 21 ปี หรือแต่งงาน | - | - |
ทั้งนี้ หากสมาชิกครอบครัวคนใดเปลี่ยนศาสนา สมาชิกคนนั้นจะไม่มีสิทธิที่จะได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินตามพินัยกรรมฉบับนี้อีกต่อไป

สรุป “โครงสร้าง 4 ส่วน” ของพินัยกรรม จาง ปี๋ ชื่อ
จาง ปี๋ ชื่อ (Cheong FattTze) (ค.ศ.1840-1916)
“จาง ปี๋ ชื่อ” เป็นนักธุรกิจชาวจีนที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสำเร็จทางธุรกิจนำมาซึ่งการได้รับการยอมรับจากรัฐบาลจีน ส่งผลให้เขาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆ ทางการเมืองทั้งในฐานะกงสุลใหญ่ของจีนที่สิงคโปร์ และรัฐมนตรีในจังหวัด Guangdong ทางตอนใต้ของจีน
“จาง ปี๋ ชื่อ” กำเนิดในครอบครัวชาวจีนที่ยากจนในปี 1840 ในจังหวัด Guangdong ทางตอนใต้ของจีน และเมื่อสงครามกลางเมืองและสงครามฝิ่นระเบิดขึ้นในปี 1856 ความลำบากยากแค้นผลักดันให้หนุ่ม จาง ปี๋ ชื่อ อพยพมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จาง ปี๋ ชื่อ เริ่มต้นจากกรรมกรแบกน้ำ แล้วมาเป็นเสมียนในกรุงจากาตาร์ หลังจากแต่งงานเขาก่อตั้งบริษัทนำเข้าส่งออกด้วยเงินช่วยเหลือจากพ่อตา จา ปี๋ ชื่อ ขยายธุรกิจจากกิจการที่เกี่ยวข้องกับยางพารา กาแฟและใบชา ไปสู่ธุรกิจธนาคารซึ่งทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยอย่างมากในอินโดนีเซีย จาง ปี๋ ชื่อ ไม่หยุดอยู่แค่นั้น เขาขยายธุรกิจไปสู่ปีนังและจีนสร้างสายเรือเดินสมุทรที่ขนส่งสินค้าระหว่างปีนังและเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย และกลายเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จที่สุดในภูมิภาคอินโดจีน
ความสำเร็จทางธุรกิจนำเขาเข้าสู่งานทางการเมือง ในปี 1890 จาง ปี๋ ชื่อ ได้รับการแต่งให้เป็นกงศุลจีนในปีนังก่อนจะย้ายมาตั้งสำนักงานกงสุลในสิงคโปร์ในเวลาต่อมา เขาทำหน้าที่ประสานผลประโยชน์ระหว่างนักธุรกิจชาวจีนกับผู้บริหารอาณานิคมชาวอังกฤษ ผลงานทำให้เขาถูกเรียกตัวจากจักรพรรดิจีนให้นำเสนอแผนพัฒนาประเทศจีน หลังจากนั้นเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร อุตสาหกรรม ถนนและเหมืองแร่ของจังหวัด Fujian และ Guangdong และเมื่อตอนพรรคก๊กมินตั๋นโค่นล้มราชวงศ์ Qing ลงได้ในปี 1912 จาง ปี๋ ชื่อ ก็ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (เขาเคยให้ที่พักอาศัยและเงินอุดหนุนแก่ ดร.ซุน ยัด เซ็น เพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงหลังปี 1911) และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานสภาหอการค้าแห่งชาติของประเทศจีนอีกด้วย
“จาง ปี๋ ชื่อ” สิ้นอายุขัยในปี 1916 ที่อินโดนีเซีย เขามีภรรยา 2 คน และลูกหลานอีกหลายคน ชีวิตที่เต็มไปด้วยการทำคุณประโยชน์ให้แก่บ้านเกิดเมืองนอนและผู้คนที่เขาได้เข้าไปเกี่ยวข้อง ส่งผลให้รัฐบาลจีนสั่งให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติบันทึกชีวประวัติของ จาง ปี๋ ชื่อ ในเอกสารประวัติศาสตร์แห่งชาติเพื่อให้ผลงานของเขาได้รับการจดจำตลอดไป ในขณะที่มาเลเซียได้ตั้งชื่อถนน Jalan Cheong FattTze เพื่อเป็นเกียรติให้แก่ชายที่ถูกเรียกขานว่า “Rockefeller of the East”
เมื่อหันกลับไปมองว่าเมื่อ 100 ปีที่แล้ว มหาเศรษฐีเขาวางแผนส่งมอบมรดกกันอย่างไร ผมก็ได้แต่กรองเอาเฉพาะแนวคิดที่น่าสนใจของเขาไว้ ขณะเดียวกันก็ละทิ้งหลายๆ ส่วนไป แนวคิดในการใช้ “ทรัสต์” ในการบริหารมรดกอาจยังไม่สามารถใช้ได้ในประเทศไทย เพราะกฎหมายยังไม่รองรับ แต่ครอบครัวก็สามารถออกไปตั้งกองทุนทรัสต์นอกประเทศได้ไม่ยาก ประเด็นที่น่าสนใจของเรื่องนี้อยู่ที่แนวคิดในการ“แบ่งสรรผลประโยชน์ให้แก่สมาชิกในครอบครัว” ซึ่งสุดท้ายแล้วเราก็ได้เห็นจุดอ่อนของพินัยกรรมฉบับนี้ในหลายจุดที่อาจจะกลายเป็นประเด็นปัญหาในอนาคต เช่น การเกิดขึ้นของ “ลูกรัก” ซึ่งอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างพี่น้องและปัญหาการแบ่งผลประโยชน์ในสายครอบครัว ซึ่งถ้าตัวหารในสายน้อยลงสมาชิกที่เหลือก็จะได้ส่วนแบ่งมากขึ้น ฯลฯ
ผมยังสืบไปไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้วครอบครัวนี้เป็นอย่างไรภายหลังจากที่ จาง ปี๋ ชื่อ เสียชีวิต แต่ก็เชื่อว่าการส่งมอบมรดกด้วย “พินัยกรรม” อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดอีกต่อไปในปัจจุบันที่เรามีเครื่องมือใหม่ๆ ในการส่งมอบธุรกิจและสมบัติของครอบครัวที่ดีกว่าในอดีต เช่น การเขียน “ธรรมนูญครอบครัว” ที่เป็นรากฐานในการกำหนดกติกาในครอบครัวและวางแผนเรื่องมรดกร่วมกัน การใช้เครื่องมือทางการเงินเช่น Insurance Policy หรือ “ทรัสต์” ในการสร้างหลักประกันทางการเงินให้แก่คนรุ่นต่อไป หรือแม้กระทั่งการเปิด “บัญชีออมทรัพย์ครอบครัว” ในการบริหารเงินกงสีซึ่งก็ไม่ยุ่งยากอะไร และหากจะขายกิจการของครอบครัว Private Equity และตลาดหลักทรัพย์ก็เป็นวิธีใหม่ๆ ที่ จาง ปี๋ ชื่อ ไม่เคยได้รู้จักเมื่อร้อยปีที่แล้ว
สรุปประเด็นสำคัญ
จาง ปี๋ ชื่อ ใช้ “พินัยกรรม” และ “ทรัสต์” เป็นเครื่องมือในการสืบทอดมรดก
“พินัยกรรมของ จาง ปี๋ ชื่อ” ชื่อสามารถแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ (1) ทรัพย์สิน (2) กองทุนทรัสต์ (3) ผู้ดูแลทรัสต์และ (4) ผู้ได้รับผลประโยชน์ เมื่อสี่ส่วนครบถ้วนจะสร้างระบบของการแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างลูกหลานที่ชัดเจน
แต่พินัยกรรมของ จาง ปี๋ ชื่อ ก็มี “จุดอ่อน” อยู่หลายจุดซึ่งอาจจะสร้างปัญหาความขัดแย้งระหว่างลูกหลานเมื่อเขาจากไป
“พินัยกรรม” ของ จาง ปี๋ ชื่อ จึงเป็นกรณีศึกษาให้กับครอบครัวเพื่อนำมา “คิดต่อ” ไม่ใช่ “ลอกต่อ” และใช้ เครื่องมือสมัยใหม่ ในปัจจุบันช่วยวางแผนสืบทอดมรดกและธุรกิจครอบครัวก็จะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด
Family Business Society / การเงินธนาคาร
ฉบับ 395 / มีนาคม 2558
File: fam society 395
นวพล วิริยะกุลกิจ
ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว ผู้บริหารสถาบัน แฟมิลี่ บิสสิเนส เอเชีย (Family Business Asia) และเป็นผู้อำนวยการร่วมของหลักสูตร “Happy Family, Healthy Business” โดยสถาบัน แฟมิลี่ บิสสิเนส เอเชีย และโรงเรียนพัฒนาผู้นำและสร้างสันติธรรม รักสคูลโดย ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนวพล ได้ที่ jaynavaphol@gmail.com
แหล่งข้อมูล
Will and Testament of Cheong FattTze
"The Wealthiest Americans Ever". New York Times. Retrieved 30 September 2014.
"Richest Americans in History". Forbes. 24 August 1998. Retrieved 22 December 2009.
Cheong FattTze from Wikipedia 2015
“กองทุนทรัสต์ส่วนตัวของครอบครัว”www.finansa-asset.com
เชิงอรรถ
“If you want to succeed you should strike out on new paths, rather than travel the worn paths of accepted success.” - John D. Rockefeller
2
ประมาณกันว่าในปี ค.ศ.1937 ซึ่งเป็นปีที่ Rockefeller เสียชีวิตนั้น เขามีทรัพย์สินรวมมูลค่าประมาณ 392-663พันล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อปรับตามค่าเงินในปี ค.ศ.2007 (70 ปีหลังจากเขาเสียชีวิต) ด้วยมูลค่าทรัพย์สินดังกล่าว John D. Rockefeller จึงกลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา
3
ปัจจุบันกฎหมายไทยยังไม่รองรับการจัดตั้งทรัสต์สำหรับการบริหารทรัพย์สินส่วนบุคคล การจัดตั้งทรัสต์ในปัจจุบันจึงถูกจัดตั้งขึ้นในต่างประเทศผ่านสถาบันการเงินและบริษัทกฎหมาย อนึ่ง สำหรับทรัสต์ในบทความนี้เป็นทรัสต์ในลักษณะ Testamentary Trust หรือทรัสต์ที่ถูกจัดตั้งขึ้นภายใต้พินัยกรรมและจะมีผลบังคับภายหลังที่เจ้ามรดกเสียชีวิตแล้ว
_pn.png)



ความคิดเห็น