“พ่อ” ไม่ได้มาจากดาวอังคาร เข้าใจ 4 ลักษณะของผู้นำธุรกิจครอบครัว
- Navaphol Viriyakunkit

- 5 วันที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที

ถ้าหากทายาทธุรกิจเข้าใจในความเป็นตัวตนของ “พ่อแม่” ในอีกบทบาทหนึ่งที่พวกเขาเป็น นั่นก็คือการเป็น “ผู้นำธุรกิจครอบครัว” ก็ถือว่าคุณได้ก้าวไปอีกขั้นของบันไดที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้งในธุรกิจครอบครัว
นวพล วิริยะกุลกิจ
“เราจะไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งได้เลยถ้าทุกฝ่ายคิดว่าตัวเองถูก...
ทางออกจะมีได้ก็ต่อเมื่ออย่างน้อยฝ่ายหนึ่งเริ่มคิดว่าตนเองอาจจะผิดก็ได้”
Anatomy of Peace
“ผมเกลียดทุกอย่างที่เป็นพ่อ”
ทายาทธุรกิจคนหนึ่งระบายให้ผมฟังในวันที่แดดร้อนพอๆ กับบทสนทนา สิ่งที่เราได้คุยกันในวันนั้น ทำให้ผมต้องกลับมานั่งคิดทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้นในครอบครัวซึ่งมีธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ
เพื่อนนักธุรกิจคนนี้ของผมก็ไม่ได้แตกต่างจากทายาทธุรกิจครอบครัวหลายๆ คนที่ผมรู้จัก พวกเขาเป็นลูกที่ดี ตั้งใจดี อยากมาช่วยธุรกิจที่บ้าน แต่สิ่งที่พวกเขาประสบเมื่อเข้ามาทำงานอย่างเต็มตัวนั้น หลายครั้งคำว่า “ฝันร้าย” ยังน้อยไปที่จะนำมาเรียก จะมีประโยชน์อะไรถ้าธุรกิจประสบความสำเร็จแต่ครอบครัวต้องแตกแยก พ่อ แม่ ลูก พี่ น้อง ไปกันคนละทาง
วันนี้เราจึงจะมาทำความเข้าใจถึง 4 ลักษณะสำคัญของผู้นำธุรกิจครอบครัวซึ่งอาจจะเป็น “คุณพ่อ” หรือ “คุณแม่” ผู้ก่อตั้งธุรกิจขึ้นมา พวกเขาเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดที่คุณจะต้อง “ดีล” ให้ได้มาดูกันว่าพ่อแม่เป็นอีกสายพันธุ์ที่ต่างจากเราหรือไม่ !
1. พวกเขาหลงใหลในสิ่งที่ทำ
ธุรกิจที่ครอบครัวทำอยู่อาจไม่ใช่ธุรกิจในฝันเมื่อวันแรกที่พ่อแม่ของคุณสร้างมันขึ้นมา แต่มันเป็นผลลัพธ์ของวิวัฒนาการจากความฝันและโอกาสที่ผ่านเข้ามา ถูกขัดเกลาด้วยข้อจำกัด และสถานการณ์ต่างๆ จนกลายมาเป็นธุรกิจครอบครัวในทุกวันนี้ พ่อแม่ก็เช่นเดียวกัน “ตัวตน” ของพวกเขาก็ถูกขัดเกลามาจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ชีวิตในวัยเด็ก และข้อจำกัดบางอย่างในชีวิตที่ทำให้พวกเขาเป็นอย่างที่เป็นใน
วันนี้ หลายคนอาจเคยเห็นมหาเศรษฐีขอให้พนักงานห่ออาหารที่กินเหลือกลับบ้าน หรือความถ่อมตนของเจ้าสัวแม้พวกเขาจะประสบความสำเร็จมากมายเพียงใดก็ตาม ดังนั้น สำหรับคนบางคน เวลาที่ผ่านไป ความร่ำรวยหรือความสำเร็จก็ไม่อาจเปลี่ยนความคิดของพวกเขาได้
ความหลงใหลในสิ่งที่ทำของผู้สร้างธุรกิจครอบครัว (Founder of the Family Business) นั้นสะท้อนออกมาในรูปของการทำงานอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย การล้มลุกคลุกคลานรอบแล้วรอบเล่าแต่ก็ไม่ยอมแพ้ในการต่อสู้กับความคิดที่จะเลิกทำเมื่อพลาด และความหลงใหลในการทำงานที่ทำให้คนอายุกว่า 70 ยังลุกขึ้นมาทำงานในธุรกิจครอบครัวได้ทุกวัน พลังอันมหาศาลนี้คือปัจจัยแห่งความสำเร็จของธุรกิจครอบครัว ซึ่งมันก็คือสิ่งเดียวกันที่ทำให้ “พ่อแม่” ไม่สามารถจะหยุดทำธุรกิจครอบครัวได้ เพราะเขาต้องเลิกทำในสิ่งที่รัก สิ่งที่เป็นผลงานแห่งชีวิต และสิ่งที่เป็นเสมือนชีวิตประจำวันของพวกเขามานานหลายสิบปี
ทางออกทางหนึ่งก็คือ การหา “เป้าหมายใหม่” ในชีวิตให้กับพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมที่เขารัก เช่น การท่องเที่ยว วาดรูป กิจกรรมการกุศลต่างๆ หรือแม้กระทั่งการตั้งธุรกิจใหม่ๆ เช่น การสร้างโรงเรียน การตั้งมูลนิธิ การทำสิ่งที่ท้าทายและทำให้ชีวิตของพวกเขายังมีความหมายหรือสิ่งที่ทำให้เขามีความภูมิใจ
2. ไม่ชอบอยู่ในกฎเกณฑ์ (ที่คนอื่นกำหนด)
ผู้นำธุรกิจครอบครัวรุ่นบุกเบิกมักมีปัญหาในการทำตามคำสั่งจากหัวหน้าหรือนายจ้าง โดยเฉพาะเมื่อหัวหน้าหรือนายจ้างนั้นมีความสามารถที่ด้อยกว่าหรือขาดความเป็นผู้นำ ซึ่งจะแตกต่างอย่างมากกับ “ผู้บริหารมืออาชีพ” ที่สามารถยอมรับคำสั่งและทำตามคำสั่งได้ง่ายกว่าแม้จะไม่เห็นด้วยนักก็ตาม หลายครั้งผู้นำธุรกิจครอบครัวรุ่นบุกเบิกจะรู้สึกลำบากใจมากที่จะต้องทำงานภายใต้กรอบหรือกฎเกณฑ์ที่คนอื่นเป็นคนกำหนด ซึ่งสุดท้ายแล้วความที่ชอบสร้างกติกาในการทำงานด้วยตนเอง ชอบที่จะกำหนดเป้าหมายเอง และไม่ต้องการทำตามคำสั่งที่ตนมองว่าไร้สาระ ก็คือเหตุผลที่ทำให้พวกเขาก้าวออกมาก่อร่างสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง นอกจากนี้ คนในกลุ่มนี้ยังเป็นกลุ่มที่มีความคิดสร้างสรรค์ในระดับที่สูงด้วย
คำพูดที่สะท้อนลักษณะนี้ของผู้นำ ได้แก่ “ถ้า (เจ้านาย) เชื่อผมนะ...มันจะไม่เป็นอย่างนี้” “ก็ผมบอกแล้ว...” การที่ผู้นำธุรกิจมีลักษณะที่ไม่ชอบให้ใครมากำหนดเส้นให้เดิน แต่ชอบที่จะขีดเส้นทางเดินเอง จึงมักถูกมองว่าเป็นพวก “ขบถ”
ในงานวิจัยเชิงจิตวิทยาพบว่าบุคคลที่มีลักษณะ “ขบถ” มักจะมีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับผู้มีอำนาจในครอบครัว หรือในสังคมที่ตนอยู่ในวัยเด็ก พวกเขามีความรู้สึกว่าผู้มีอำนาจเป็นสิ่งอันตราย ไม่คงเส้นคงวา คาดเดายาก มีลักษณะเจ้ากี้เจ้าการ ชอบบังคับเพื่อให้ได้อย่างที่ต้องการ ซึ่งทำให้ผู้นำที่เคยผ่านประสบการณ์เหล่านี้มีความรู้สึกต่อต้านอำนาจ หรือกฎเกณฑ์ที่คนอื่นตั้งขึ้นมา ดังนั้น หากต้องกำหนดกติกาอะไรขึ้นในธุรกิจครอบครัว สมาชิกจะต้องดึงให้ผู้นำเข้ามาร่วมกำหนดกติกาด้วย หรือไม่เขาก็จะไม่ยอมรับกติกาที่ตั้งขึ้นมานั้นเลย
3. ไม่ค่อยจะเชื่อใจใคร
ผู้นำธุรกิจครอบครัวรุ่นบุกเบิกมักจะไม่ค่อยจะไว้ใจใคร ความกลัวที่จะโดนโกง ความระแวดระวังต่อปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ทำให้พวกเขาสร้างระบบต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งไม่ดีเกิดขึ้นกับบริษัทได้ ซึ่งในหลายกรณีลักษณะเช่นนี้ของผู้นำธุรกิจเกิดจากประสบการณ์ในช่วงต้นของชีวิตที่ทำให้เขากลัวที่จะต้องเจอกับเรื่องร้ายๆ อันเป็นผลมาจากความเชื่อใจคนอื่น พวกเขาจะสร้างเกราะป้องกันตัวเองขึ้นมา
ความกลัวในระดับต้นๆ ถือเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับธุรกิจ คือเป็นความระแวดระวัง ไม่ประมาทและพร้อมรับสถานการณ์ที่ไม่คาดหมาย (แต่พวกเขาคาดไว้อยู่แล้ว) แต่ถ้าความกลัว ความไม่ไว้ใจใคร อยู่ในระดับที่สูงเกินไป ก็อาจจะทำให้องค์กรมีระบบการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น การสร้างขั้นตอนควบคุมขึ้นมากมายเกินจำเป็นทำให้การทำงานล่าช้า หรือการไม่ไว้ใจพนักงานหรือผู้บริหารทำให้ผู้นำมีแนวโน้มจะใช้งานคนใกล้ชิดหรือสมาชิกครอบครัวแม้จะมีความสามารถเป็นรอง “มืออาชีพ” ก็ตาม
และถึงแม้ว่าพวกเขารู้ว่าควร “Put the Right Man on the Right Job” แต่ด้วยความกลัวที่มีมากกว่า พวกเขาจึงมัก “Put the Trusted Man on the Job” ผู้นำที่มีลักษณะเช่นนี้ เมื่อต้องตัดสินใจในเรื่องของคนแล้ว พวกเขามักใช้สัญชาตญาณในการตัดสินใจมากกว่าจะใช้เหตุผล และบางครั้งการไม่ไว้ใจใครก็ทำให้พวกเขายังต้องทำงานหนัก ซึ่งอาจทำให้ขาดการใช้เวลากับการมองภาพใหญ่ หรือการกำหนดกลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับบริษัท
นอกจากนี้ ผู้นำในกลุ่มนี้จะมีความรู้สึกรุนแรง หากคนสนิทหรือสมาชิกในธุรกิจครอบครัวตัดสินใจลาออกจากบริษัท เขาจะรู้สึกเหมือนถูกหักหลังและความรู้สึกนี้จะอยู่กับเขาไปอีกนาน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการพูดคุยกันให้ดีหากจะต้องแยกทางกันเดิน
4. ต้องการความสนใจ (มาก)
ความมีตัวตน การที่ยังมีความสำคัญต่อธุรกิจครอบครัว เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกดี ซึ่งความต้องการมีตัวตนเหล่านี้หลายครั้งก็มีรากมาจากช่วงเวลาที่พวกเขาเติบโตขึ้นมาโดยปราศจากการยอมรับ หรือความชื่นชมจากคนรอบข้าง คำพูดเช่น “คนอย่างแก จะไปทำอะไรได้สำเร็จ” ถือเป็นแรงกระตุ้นชั้นดี แต่ก็ทำให้พวกเขามีความไม่มั่นใจในตนเองในส่วนลึกของจิตใจ ความรู้สึกไร้ตัวตนไม่มีความสำคัญ เมื่อเติบโตขึ้นมาจึงต้องการให้คนรอบข้างให้ความสนใจตนเอง ยกย่องในความสำเร็จ หรือยอมรับในความสามารถ บุคคลที่มีลักษณะเช่นนี้จะพยายามสร้าง “อนุสรณ์” แห่งความสำเร็จให้คนอื่นได้เห็น ไม่ว่าจะเป็นตึกอาคารสำนักงานที่สวยงาม คฤหาสน์หลังใหญ่ หรือสิ่งซึ่งสะท้อนความสำเร็จของเขาให้โลกได้รับรู้

ลักษณะ 4 ประการที่รวมเป็นผู้นำธุรกิจครอบครัวในรุ่นบุกเบิก
ลักษณะทั้ง 4 ประการจะผสมผสานกันมากบ้างน้อยบ้างในตัวผู้นำธุรกิจครอบครัวแต่ละคน ซึ่งถ้าหากทายาทธุรกิจเข้าใจในความเป็นตัวตนของ “พ่อแม่” ในอีกบทบาทหนึ่งที่พวกเขาเป็นนั่นก็คือการเป็น“ผู้นำธุรกิจครอบครัว” ก็ถือว่าคุณได้ก้าวไปอีกขั้นของบันไดที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้งในธุรกิจครอบครัว
สรุปประเด็นสำคัญ
ผู้นำที่เป็นผู้ก่อตั้งธุรกิจ มักจะมีลักษณะเฉพาะที่ทำให้พวกเขาแตกต่าง และบางครั้งตัวเขาเองอาจทำงานกับคนอื่นได้ยาก (หากไม่เข้าใจตัวตนของเขา)
สี่ลักษณะสำคัญ ได้แก่ (1) พวกเขาหลงใหลในสิ่งที่ทำ (2) พวกเขาไม่ชอบอยู่ใต้กฎเกณฑ์ (ที่คนอื่นกำหนด)(3) พวกเขาไม่ค่อยจะเชื่อใจใคร ยกเว้นคนใกล้ชิดหรือคนในครอบครัว (4) พวกเขาต้องการความสนใจเป็นอย่างมาก
การทำความเข้าใจในลักษณะทั้ง 4 ของผู้นำธุรกิจครอบครัวรุ่นบุกเบิก จะทำให้ทายาทสามารถหาหนทางที่จะสื่อสารและทำงานร่วมกับผู้นำธุรกิจครอบครัวได้ดีขึ้น
Family Business Society / การเงินธนาคาร
ฉบับ 397 / พฤษภาคม 2558
File: fam Society 397
นวพล วิริยะกุลกิจ
ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว ผู้บริหารสถาบัน แฟมิลี่ บิสสิเนส เอเชีย (Family Business Asia) และเป็นผู้อำนวยการร่วมของหลักสูตร “Happy Family, Healthy Business” โดยสถาบัน แฟมิลี่ บิสสิเนส เอเชีย
แหล่งข้อมูล
“Family Business on the Couch: A psychological perspective”, Manfred F.R. Kets de Vries, Randel S. Carlock and Elizabeth Florent-Treacy
_pn.png)



ความคิดเห็น