ใช้ “หุ้นบุริมสิทธิ”จัดสรรหุ้นในธุรกิจครอบครัว
- Navaphol Viriyakunkit

- 5 วันที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที

“หุ้นบุริมสิทธิ” คืออะไร และจะใช้มันอย่างไรในการบริหารหุ้นของธุรกิจครอบครัว จากการค้นคว้าทำให้ผมได้เห็นถึงประโยชน์อย่างมากมายของหุ้นบุริมสิทธิ
โดย นวพล วิริยะกุลกิจ
“A leader is best when people barely know he exists, when his work is done, his aim fulfilled, they will say: we did it ourselves.”
—Lao Tzu
“หุ้นบุริมสิทธิคืออะไร” เคยมีหลายครอบครัวถามผมถึงเรื่องของ “หุ้นบุริมสิทธิ” ว่าคืออะไร และจะใช้มันอย่างไรในการบริหารหุ้นของธุรกิจครอบครัว จากการค้นคว้าทำให้ผมได้เห็นถึงประโยชน์อย่างมากมายของหุ้นบุริมสิทธิ ฉบับนี้เราจะมาทำความรู้จักและใช้ประโยชน์จากหุ้นบุริมสิทธิกันครับ
หุ้นบุริมสิทธิอาจมีสิทธิพิเศษบางอย่าง
ดีกว่าหรือด้อยกว่าหุ้นสามัญก็ได้
ในทางการเงิน หุ้นบุริมสิทธิ หรือ Preferred Stock เป็นตราสารประเภททุนชนิดหนึ่งที่มีลักษณะกึ่งหนี้และกึ่งเจ้าของนั่นคือมี
ลักษณะที่คล้ายหนี้สินคือ เงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิเป็นอัตราตายตัวและถือเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ของบริษัทแม้ว่าบริษัทจะงดจ่ายเงินปันผลในปีที่ไม่มีกำไร(ในปีที่ไม่มีกำไรนั้น เงินปันผลอาจสมทบไปจ่ายรวมในปีถัดไป แต่อาจกำหนดให้จ่ายเป็นปีๆ เฉพาะปีที่มีกำไร ไม่มีการสมทบก็ได้ แล้วแต่จะกำหนด)
ลักษณะที่คล้ายเจ้าของคือ ในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิสามารถเรียกร้องในสินทรัพย์ของบริษัทภายหลังเจ้าหนี้แต่ก่อนหุ้นสามัญ แต่ถ้าไม่มีสินทรัพย์เหลือหลังการชำระคืนเจ้าหนี้แล้ว ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิก็จะไม่ได้รับทุนคืนเช่นเดียวกับหุ้นสามัญ
ส่วนใหญ่ไม่มีสิทธิออกเสียงในการบริหาร (No Voting Right)
สามารถแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญได้ตามกำหนดเวลาและสัดส่วนแปลงสภาพที่กำหนดไว้
ที่กล่าวมาข้างต้นคือความหมายที่เข้าใจกันโดยทั่วไปในแวดวงการเงิน แล้วทางกฎหมายล่ะ เป็นอย่างไร?
ในทางกฎหมาย “หุ้นบุริมสิทธิ” เป็นหุ้นที่ผู้ถือหุ้นในบริษัทมีสิทธิพิเศษบางประการดีกว่าหรือด้อยกว่าผู้ถือหุ้นสามัญก็ได้โดยสิทธิของผู้ถือหุ้นประเภทนี้จะมีมากน้อยเพียงใดจะมีการกำหนดไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อบังคับ หรือโดยการอนุมัติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นในการออกหุ้นบุริมสิทธินั้นดังนั้น ในทางกฎหมายได้เปิดช่องให้ธุรกิจครอบครัวใช้“ความคิดสร้างสรรค์” ในการกำหนด “สภาพ” และ “สิทธิ” ต่างๆ ของหุ้นบุริมสิทธิได้อย่างเสรีเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของบริษัท
มาออกแบบ “บุริมสิทธิ” ของหุ้นกันเถอะ
จากการศึกษาเราพบว่าธุรกิจครอบครัวสามารถกำหนด “สิทธิ” ต่างๆ ให้กับผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิในด้านต่างๆ อย่างน้อย 4 ประการดังนี้
สิทธิได้รับเงินปันผล เช่น ระบุไว้ในข้อบังคับของบริษัทว่า “ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิมีสิทธิได้รับเงินปันผลในอัตราร้อยละ 80 ของจำนวนเงินปันผลทั้งสิ้นที่ประกาศจ่าย...ผู้ถือหุ้นสามัญมีสิทธิได้รับเงินปันผลในส่วนที่เหลือจากการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิแล้ว (ร้อยละ 20)” ในกรณีนี้ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ มีสิทธิพิเศษดีกว่า ผู้ถือหุ้นสามัญในการรับเงินปันผล
สิทธิในการออกเสียงโหวตในการประชุม เช่น “กำหนดให้ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิแต่ละรายจะมีคะแนนเสียง 1 เสียง ต่อ 10 หุ้นบุริมสิทธิที่ตนถืออยู่...และผู้ถือหุ้นสามัญ แต่ละรายจะมีคะแนนเสียง 1 เสียง ต่อ 1 หุ้นสามัญที่ตนถืออยู่...”ในกรณีนี้ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ มีสิทธิด้อยกว่า ผู้ถือหุ้นสามัญในการออกเสียงโหวต
สิทธิในการเสนอชื่อกรรมการและผู้บริหารบริษัท เช่น “กรรมการและผู้บริหารระดับสูงตั้งแต่ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายขึ้นไปของบริษัทจะต้องได้รับการเสนอชื่อโดยผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ...”ในกรณีนี้ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ มีสิทธิพิเศษดีกว่า ผู้ถือหุ้นสามัญในการเสนอชื่อผู้บริหารบริษัท
สิทธิในการแปลงสภาพจากหุ้นบุริมสิทธิเป็นหุ้นสามัญโดยการกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องของ
อัตราการใช้สิทธิ เช่น “หุ้นบุริมสิทธิ 1 หุ้น มีสิทธิแปลงเป็นหุ้นสามัญได้ 10 หุ้น” หรือ “หุ้นบุริมสิทธิ 20 หุ้น มีสิทธิแปลงเป็นหุ้นสามัญได้ 1 หุ้น”และ
วันกำหนดใช้สิทธิครั้งแรก เช่น “ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิสามารถใช้สิทธิในการแปลงสภาพหุ้นครั้งแรกในวันที่ 14 เมษายน 2568” (หรืออีก 10 ปีข้างหน้าเมื่อลูกชายคนโตของคุณอายุครบ 25 ปีเต็ม เป็นต้น)
ด้วยการเปลี่ยนแปลงตัวเลขสิทธิในเงินปันผล (สิทธิข้อที่ 1) สิทธิในการออกเสียงโหวต (ข้อ 2) สิทธิในการเสนอชื่อกรรมการและผู้บริหารบริษัท (ข้อ 3) และสิทธิในการแปลงสภาพหุ้นเป็นหุ้นสามัญ (ข้อ 4) แล้วธุรกิจครอบครัวก็สามารถกำหนดได้ว่าจะให้ผู้ที่ถือหุ้นบริษัทครอบครัวได้รับเงินปันผลเท่าไหร่ มีอำนาจตัดสินใจและอำนาจบริหารมากน้อยแค่ไหนและเมื่อไหร่ได้โดยเสรี
“สิทธิ” 4 ประการของหุ้นบุริมสิทธิ
สิทธิได้รับเงินปันผล
สิทธิในการออกเสียงโหวต
สิทธิในการเสนอชื่อกรรมการและผู้บริหารบริษัท
สิทธิในการแปลงสภาพจากหุ้นบุริมสิทธิเป็นหุ้นสามัญ
ทั้งนี้ สิทธิต่างๆ ของหุ้นบุริมสิทธิที่เรากำหนดขึ้นมานั้นจะต้องอยู่ใน “ข้อบังคับของบริษัท” ที่ธุรกิจครอบครัวจะต้องแจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ข้อบังคับนั้นจึงจะมีผลทางกฎหมาย
ตัวอย่างการออกแบบหุ้นบุริมสิทธิของบริษัท ABC
เพื่อให้เห็นภาพ ผมจะขอยกตัวอย่างกรณีธุรกิจครอบครัว ABC โดยสมมติคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูก 3 คนกำลังตัดสินใจว่าจะออกแบบหุ้นบุริมสิทธิให้ลูกๆ ยังไงจึงจะทำให้:
แบ่งหุ้นของบริษัทได้ทันทีในสัดส่วนที่พ่อแม่ถือหุ้นรวมกัน 40%และลูกๆ 3 คนถือหุ้นรวมกัน 60% (คือถือหุ้นเท่ากันทุกคนๆ ละ 20%)
อยากให้ลูกๆ ได้เงินปันผลแค่ 10% ของเงินปันผลทั้งหมด
ยังไม่อยากให้ลูกๆ มีสิทธิในการออกเสียงโหวตและเสนอชื่อผู้บริหารในที่ประชุมบริษัท
ลูกๆ จะได้รับสิทธิในการรับเงินปันผลตามสัดส่วนหุ้น เสนอชื่อผู้บริหาร และออกเสียงโหวตได้เต็มที่ในอีก 10 ปีข้างหน้า
อยากให้หุ้นที่ลูกๆ ถือกลายเป็นหุ้นใหญ่เมื่อพวกเขาแปลงจากหุ้นบุริมสิทธิเป็นหุ้นสามัญแล้ว โดยพ่อแม่อยากถือหุ้นรวมกันแค่ 10% และลูกๆ ถือหุ้นรวมกัน 90%
จากความต้องการข้างต้นของพ่อแม่ เราอาจออกแบบหุ้นบุริมสิทธิให้แก่ลูกๆ ทั้ง 3 ที่มีลักษณะ ดังต่อไปนี้
“หุ้นของบริษัทประกอบด้วย (ก) หุ้นบุริมสิทธิ และ (ข) หุ้นสามัญ หุ้นทั้งหมดมีมูลค่าหุ้นละหนึ่งร้อย (100) บาท โดยหุ้นของบริษัทแบ่งออกเป็นดังนี้
กลุ่ม ก เป็นหุ้นบุริมสิทธิ จำนวน 6,000 หุ้น (ลูกๆ 3 คนถือรวมกัน คือคนละ 2,000 หุ้น)
กลุ่ม ข เป็นหุ้นสามัญ จำนวน 4,000 หุ้น (พ่อแม่ถือรวมกัน คือคนละ 2,000 หุ้น)
ข้อบังคับ | ผลที่เกิดขึ้น | |
1) สิทธิได้รับเงินปันผล | “ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิมีสิทธิ (ลูกๆ) ได้รับเงินปันผลในอัตราร้อยละ 10 ของจำนวนเงินปันผลทั้งสิ้นที่ประกาศจ่าย...โดยผู้ถือหุ้นสามัญ (พ่อแม่) มีสิทธิได้รับเงินปันผลในส่วนที่เหลือ จากการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิแล้ว (ร้อยละ 90)” | ลูกๆ 3 คนได้ถือหุ้นบริษัทรวมกัน 60% แต่ได้ส่วนแบ่งจากเงินปันผลเพียง 10% (ด้อยสิทธิกว่าหุ้นสามัญในการรับเงินปันผล) |
2) สิทธิในการออกเสียโหวต | “กำหนดให้ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิแต่ละรายจะมีคะแนนเสียง 1 เสียง ต่อ 10 หุ้นบุริมสิทธิที่ตนถืออยู่...และผู้ถือหุ้นสามัญ แต่ละรายจะมีคะแนนเสียง 1 เสียง ต่อ 1 หุ้นสามัญที่ตนถืออยู่มติทั่วไปทั้งหลายจะต้องได้รับคะแนนเสียงข้างมากจากคะแนนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่เข้าประชุม” | ลูกแต่ละคนถือหุ้น 2,000 หุ้น แต่ละคนจะมีเสียงโหวตเพียง 200 เสียงเท่านั้น ซึ่งแทบไม่มีความหมายใดๆ ต่อมติที่ประชุม (ด้อยสิทธิกว่าหุ้นสามัญในการโหวต) |
3) สิทธิในการเสนอชื่อกรรมการและผู้บริหารบริษัท | “กรรมการและผู้บริหารระดับสูงตั้งแต่ตำแหน่งผู้อำนวยการขึ้นไปของบริษัทABC จะต้องได้รับการเสนอชื่อโดยผู้ถือหุ้นสามัญเท่านั้น” | ลูกๆ ที่ยังถือหุ้นบุริมสิทธิอยู่จะไม่มีสิทธิในการเสนอชื่อกรรมการและผู้บริหารของบริษัท จนกว่าจะแปลงสภาพหุ้นของตนเป็นหุ้นสามัญ (ด้อยสิทธิกว่าหุ้นสามัญในการเสนอชื่อกรรมการและผู้บริหาร) |
4) สิทธิในการแปลงสภาพจากหุ้นบุริมสิทธิเป็นหุ้นสามัญ |
| เมื่อลูกทั้ง 3 คนแปลงสภาพจากหุ้นบุริมสิทธิเป็นหุ้นสามัญทั้งหมด ในอีก 10 ปีข้างหน้า สัดส่วนการถือหุ้นใหม่จะกลายเป็น พ่อแม่ : 4,000 หุ้น (10% ของหุ้นทั้งหมด) ลูก 3 คน: 36,000 หุ้น (90%) |
เมื่อลูกๆ ใช้สิทธิในการแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญครบถ้วนแล้ว (ในอีก 10 ปีข้างหน้า) พวกเขารวมกันจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ถึง 90% และมีสิทธิในการรับเงินปันผล สิทธิในการโหวต และสิทธิในการแต่งตั้งผู้บริหารบริษัทได้อย่างเต็มที่
ใช้หุ้นบุริมสิทธิสร้างความชัดเจน
เรื่องการแบ่งหุ้นในครอบครัวตั้งแต่วันนี้
ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดจากการใช้เทคนิค “หุ้นบุริมสิทธิ” ในการจัดสรรหุ้นให้กับทายาทธุรกิจครอบครัวคือ
เกิดความชัดเจนเรื่องหุ้นในวันข้างหน้าตั้งแต่วันนี้ โดยที่ลูกๆ ไม่จำเป็นต้องไปนั่งลุ้นว่าสัดส่วนหุ้นที่พวกเขาจะได้รับจะเป็นอย่างไรในอนาคต ความชัดเจนในวันนี้จะทำให้พวกเขาสามารถวางแผนชีวิตได้ง่ายขึ้น และถ้าหากพวกเขามีคู่สมรส ความชัดเจนในเรื่องนี้ก็น่าจะทำให้คู่สมรสของพวกเขามีความสบายใจมากขึ้น
คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องตกอยู่ภายใต้ความกดดันว่ายังไม่ได้แบ่งหุ้นซักที แบ่งเสียแต่วันนี้เพื่ออนาคตจะได้ไม่ต้องมายุ่งยาก ยิ่งทำเร็วก็ยิ่งชัดเจนเร็ว
หากมีปัญหาในการแบ่งหุ้นก็จะได้รู้กันไป แล้วก็ยังมีเวลาแก้ไขได้ หากมาแบ่งตอนหลังแล้วมีความขัดแย้งขึ้นคุณพ่อคุณแม่อาจไม่มีแรงมานั่งแก้ปัญหา
หากออกแบบให้ดี จะเป็นเสมือนการให้ Incentive แก่ลูกๆ ในการทำธุรกิจครอบครัว
แล้วก็อย่าลืมว่าการกำหนดหุ้นบุริมสิทธิเป็นส่วนหนึ่งใน “ข้อบังคับของบริษัท” ซึ่งเป็นเอกสารทางกฎหมาย ร่างข้อบังคับบริษัทที่ธุรกิจครอบครัวเขียนขึ้นมาจึงควรที่จะให้นักกฎหมายช่วยตรวจความถูกต้องอีกทีก็จะเป็นการดีที่สุด ขอให้ทุกท่านสนุกกับการออกแบบหุ้นบุริมสิทธิที่เหมาะกับธุรกิจครอบครัวของคุณ
สรุปประเด็นสำคัญ
“หุ้นบุริมสิทธิ” อาจมีสิทธิพิเศษบางอย่างดีกว่าหรือด้อยกว่าหุ้นสามัญก็ได้ไม่ตายตัวแล้วแต่เราว่าจะกำหนดยังไง
สิทธิต่างๆ ของหุ้นบุริมสิทธิมีอย่างน้อย 4 ประเภท ได้แก่ สิทธิได้รับเงินปันผลสิทธิในการออกเสียโหวตสิทธิในการเสนอชื่อกรรมการและผู้บริหารบริษัท และสิทธิในการแปลงสภาพจากหุ้นบุริมสิทธิเป็นหุ้นสามัญ ซึ่งเราสามารถ “ออกแบบ” สิทธิทั้ง 4 ได้ว่าจะให้เหมาะสมกับธุรกิจครอบครัวของเรายังไง
เมื่อออกแบบ “บุริมสิทธิ” ของหุ้นเสร็จแล้วก็อย่าลืมให้นักกฎหมายช่วยตรวจดูความถูกต้องก่อนส่งให้กระทรวงพาณิชย์ต่อไป
Family Business Society/ การเงินธนาคาร
ฉบับ 396 / เมษายน 2558
File: fam Society
นวพล วิริยะกุลกิจ
ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว ผู้บริหารสถาบัน แฟมิลี่ บิสสิเนส เอเชีย (Family Business Asia) และเป็นผู้อำนวยการร่วมของหลักสูตร “Happy Family, Healthy Business” โดยสถาบัน แฟมิลี่ บิสสิเนส เอเชีย และโรงเรียนพัฒนาผู้นำและสร้างสันติธรรม รักสคูลโดย ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนวพล ได้ที่ jaynavaphol@gmail.com
แหล่งข้อมูล
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ “วางแผนสืบทอดธุรกิจครอบครัวอย่างยั่งยืน”
เชิงอรรถ
ปพพ. มาตรา 1108 (4) วางกำหนดจำนวนหุ้นบุริมสิทธิ ทั้งกำหนดสภาพและบุริมสิทธิแห่งหุ้นนั้นๆ ว่าเป็นสถานใดเพียงใด ถ้าหากจะมีหุ้นเช่นนั้นในบริษัท
ปพพ. มาตรา 1200 การแจกเงินปันผลนั้น ต้องคิดตามส่วนจำนวนซึ่งผู้ถือหุ้นได้ส่งเงินแล้วในหุ้นหนึ่งๆ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นในเรื่องหุ้นบุริมสิทธิ
_pn.png)



ความคิดเห็น