มรดก พินัยกรรม และธรรมนูญครอบครัว ตอนที่ 1
- Navaphol Viriyakunkit

- 2 วันที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที

“เคยสงสัยบ้างไหม ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าพรุ่งนี้คุณไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีกเลย คนที่คุณรักจะเป็นอย่างไร? ธุรกิจที่สร้างมาจะเดินต่อไปเช่นไร? แล้วทรัพย์สมบัติที่สู้อุตส่าห์เก็บหอมรอบริบจะตกไปอยู่ที่ใคร? การเตรียมคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้จะช่วยให้เราวางแผนชีวิตและธุรกิจได้ดีขึ้น”
โดย นวพล วิริยะกุลกิจ
“คนเราถ้าเข้าใจการจากไปอย่างไม่ย้อนกลับของเวลา ย่อมใช้ชีวิตอย่างมีค่า”
- เทียม โชควัฒนา
“ถ้าหากผมตายวันนี้…ภรรยาจะได้สมบัติของผมครึ่งหนึ่งใช่ไหม?”
“ลูกผมจะได้เท่าไหร่?”
“พ่อแม่ของผมจะได้ส่วนแบ่งหรือเปล่า?”
“แล้วลูกนอกสมรสนี่จะได้รับมรดกบ้างหรือไม่?”
เคยสงสัยบ้างไหม ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าพรุ่งนี้คุณไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีกเลย คนที่คุณรักจะเป็นอย่างไร? ธุรกิจที่สร้างมาจะเดินต่อไปเช่นไร? แล้วทรัพย์สมบัติที่สู้อุตส่าห์เก็บหอมรอบริบจะตกไปอยู่ที่ใคร? การเตรียมคำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้จะช่วยให้เราวางแผนชีวิตและธุรกิจได้ดีขึ้น
สมการ “มรดก”
มรดก = สินส่วนตัว + ½ (สินสมรส)
นั่นก็คือ หากสามีเสียชีวิตและไม่ได้เขียนพินัยกรรมไว้ “มรดก” ทั้งหมดของสามี จะเท่ากับสินส่วนตัวทั้งหมดของสามีรวมกับสินสมรสในส่วนของสามี (ครึ่งหนึ่งของสินสมรสเป็นของสามีและอีกครึ่งจะเป็นของภรรยา) เพื่อความชัดเจน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้ให้คำนิยาม “สินส่วนตัว” และ “สินสมรส” ไว้ดังนี้
สินส่วนตัว | สินสมรส |
- สินส่วนตัวได้แก่ ทรัพย์สินที่ 1. มีมาก่อนสมรส 2. เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับตามฐานะ เครื่องมือประกอบวิชาชีพ 3. ได้มาโดยมรดกหรือให้โดยเสน่หา 4. เป็นของหมั้น - ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา นอกจากที่แยกไว้เป็นสินส่วนตัว ย่อมเป็นสินสมรส - สินส่วนตัวหากเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินอื่น หรือได้ทดแทนมา ก็ยังเป็นสินส่วนตัว - สินส่วนตัวของฝ่ายใด ผู้นั้นมีสิทธิจัดการ | - สินสมรส ได้แก่ ทรัพย์สินที่ 1. ได้มาระหว่างสมรส 2. ได้มาโดยพินัยกรรมหรือให้เป็นหนังสือระบุว่าเป็นสินสมรส 3. เป็นดอกผลของสินส่วนตัว - กรณีสงสัยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส - สามีหรือภริยาจะจัดการสินสมรสให้แตกต่างจากที่กฎหมายกำหนดไว้ได้ก็ต่อเมื่อได้มีสัญญาก่อนสมรส(Prenuptial Agreement)เท่านั้น |
ถ้าสามีเสียชีวิต “มรดก” จะตกเป็นของทายาทต่อไป แต่ถ้าสามีได้มีการเขียน“พินัยกรรม” ทิ้งไว้ ก็เท่ากับว่ามรดกนั้นๆ ของสามีจะต้องถูกแบ่งออกไปตามที่พินัยกรรมระบุก่อน และมรดกที่เหลือจากการแบ่งตามพินัยกรรมนั้นๆ จึงจะตกเป็นของทายาท
“พินัยกรรม” คือ การบริหารจัดการทรัพย์สินรูปแบบหนึ่ง
การเขียนพินัยกรรมก็คือ การจัดสรร “มรดก” ของคุณไว้ล่วงหน้าว่าคุณต้องการแบ่งให้ใครเท่าไหร่ อย่างไร โดยคนที่จะได้รับแบ่งมรดกเมื่อคุณจากไปแล้วนั้น อาจจะเป็นใครก็ได้ที่คุณอยากให้ ไม่ว่าจะเป็นลูก ภรรยา ญาติพี่น้อง เพื่อนเด็กข้างบ้าน หรือจะยกมรดกให้แก่มูลนิธิ สมาคม บริษัท นิติบุคคลใดๆ ก็ได้เพราะเมื่อทรัพย์สินเหล่านั้นเป็นของๆ คุณจะให้ใครเท่าไหร่ก็เป็นสิทธิของคุณ
เจ้าของมรดกสามารถเขียนพินัยกรรมว่าจะแบ่งทรัพย์สินของตนให้ใครก็ได้และแม้ไม่ใช่ทายาทก็มีสิทธิได้ส่วนแบ่งมรดก ซึ่งพินัยกรรมก็ช่วยทำให้เกิดความชัดเจนที่ว่าใคร ได้อะไร ได้เท่าไหร่ ไว้เสียก่อนตั้งแต่เจ้ามรดกยังมีชีวิตอยู่ แต่พินัยกรรมจะมีผลก็ต่อเมื่อเจ้าของมรดกได้เสียชีวิตไปแล้ว ทั้งนี้กฎหมายได้กำหนดให้พินัยกรรมต้องทำตามแบบ หากไม่ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ พินัยกรรมนั้นก็จะตกเป็นโมฆะ คือไม่มีผลทางกฎหมาย
แต่ก็อย่างที่รู้กัน พินัยกรรมถือเป็นเรื่องที่อ่อนไหวมากในหลายครอบครัว ดังนั้น หลายครอบครัวจึงเลือกที่จะไม่เขียน หรือถ้าเขียนก็จะปิดไว้เป็นความลับไม่เปิดเผยจนกว่าเจ้ามรดกจะเสียชีวิต ดังนั้น ปัญหาจึงมักจะเกิดเมื่อเจ้ามรดกเสียชีวิตและมีการเปิดพินัยกรรมออกมาหากมีคำถามหรือข้อสงสัยต่อข้อความในพินัยกรรม ใครล่ะจะเป็นคนตอบเมื่อเจ้าของมรดกไม่ได้อยู่ด้วยแล้ว?หลายครั้งคนที่ตอบก็คือศาล
ใครบ้างมีสิทธิใน “มรดก” ของคุณ?
ตามกฎหมายมีคนสองกลุ่มที่มีสิทธิในมรดกของผู้ตาย ได้แก่ (1) ทายาทโดยธรรม และ (2) ผู้รับพินัยกรรม โดยผู้รับพินัยกรรมจะได้รับแบ่งทรัพย์มรดกตามที่ได้กำหนดไว้ในพินัยกรรมก่อน และมรดกส่วนที่เหลือจึงจะถูกนำมาแบ่งให้แก่ “ทายาทโดยธรรม”
“ทายาทโดยธรรม”
ทายาทโดยธรรม แบ่งออกได้อีกเป็น 6 ลำดับ ได้แก่
(1) ผู้สืบสันดาน (ลูกของผู้ตาย)
(2) บิดามารดา
(3) พี่น้อง ร่วมบิดามารดาเดียวกัน
(4) พี่น้อง ร่วมบิดา หรือ ร่วมมารดา เดียวกัน
(5) ปู่ ย่า ตา ยาย
(6) ลุง ป้า น้า อา
บุคคลที่อยู่ในลำดับที่ 1 มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกก่อนทายาทโดยธรรมในลำดับถัดๆ มา ดังนั้นเมื่อ “ลูก” คือผู้ที่มีโอกาสได้รับแบ่งมรดกมากที่สุดใน 6 ลำดับชั้น เราลองมาดูว่ากฎหมายระบุไว้ว่าใครถือเป็น “ลูก” บ้าง
ลูกและภรรยาได้แบ่งเท่าๆ กันทุกคน...ลูกนอกสมรสก็ได้
กฎหมายจะใช้คำว่า “บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย” ซึ่งก็คือผู้ที่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายเป็นลำดับแรก ได้แก่บุตรที่
บิดามารดาจดทะเบียนสมรสกัน ไม่ว่าจะก่อนให้กำเนิดบุตรหรือภายหลังการให้กำเนิดบุตร
มีการจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร
ฟ้องให้บิดารับเป็นบุตร
มีการจดทะเบียนรับเป็นบุตรบุญธรรม
“ลูกนอกสมรส?”
“ลูกนอกสมรส” ตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าหมายถึงบุตรที่เกิดจากหญิงที่ไม่ใช่ภรรยาตามกฎหมาย ซึ่งในกรณีนี้ก็คือบุตรตามข้อ 2) หรือ 3)ซึ่งก็ถือว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายประเภทหนึ่ง และก็เป็น“ผู้สืบสันดาน” ที่มีสิทธิได้รับมรดกเท่าๆ กับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของคุณ
ดังนั้น ถ้าคุณมีลูกกับคู่สมรส 1 คน + คุณจดทะเบียนรับเด็ก 1 คนเป็นบุตร + คุณถูกเด็กคนหนึ่งฟ้องให้รับว่าเป็นบิดาและศาลมีคำพิพากษาแล้ว + คุณจดทะเบียนรับเด็ก 1 คนเป็นบุตรบุญธรรม แสดงว่าคุณมี “บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย” 4 คน และเขาทั้ง 4 มีสิทธิได้รับแบ่งมรดกของคุณเท่าๆ กัน
“แล้วภรรยาล่ะ?”
ภรรยาที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องถือเป็น “ทายาทโดยธรรมกรณีพิเศษ” เมื่อมีการแบ่งมรดกจะจัดให้ภรรยาอยู่ในลำดับชั้นเดียวกับผู้สืบสันดานด้วย เช่น ผู้ตายมีภรรยา 1 คน และลูก 3 คน หากมีมรดกทั้งหมด 10 ล้านบาท จะต้องเอามรดก 10 ล้าน มาหาร 4 (ลูก 3 ภรรยา 1) และแต่ละคนได้ 2.5 ล้านบาท เป็นต้น สรุปแล้วก็คือ ภรรยาจะได้ครึ่งหนึ่งของสินสมรส + ส่วนหนึ่งของมรดกของสามีตามที่กฎหมายกำหนด (ในตัวอย่างคือ 2.5 ล้านบาท)
“พ่อแม่ของผมล่ะ?”
ถ้าพ่อแม่ของคุณยังอยู่...เขาจะได้รับส่วนแบ่งเท่ากับลูกๆ ของคุณ อธิบายได้ว่า ถ้าบิดามารดาของผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ กฎหมายกำหนดให้ถือว่า บิดามารดาของผู้ตายได้ส่วนแบ่งจากมรดกเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตร เช่น ผู้ตายมีภรรยา 1 คน ลูก 3 คน บิดามารดา 2 คน (ที่ยังมีชีวิตอยู่) มรดกของผู้ตายจะต้องถูกแบ่งออกเป็น 6 ส่วนเท่าๆ กัน
“ภรรยาน้อย?”
เนื่องจากการจดทะเบียนสมรสจดได้ใบเดียวคนเดียวภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายจึงมีได้เพียงคนเดียว ถ้าจดซ้อนขึ้นมาเมื่อไหร่เป็นโมฆะเมื่อนั้น ไม่มีผลใดๆ ในทางกฎหมาย ถือเสมือนหนึ่งว่าไม่มีการจดทะเบียนสมรสกัน ดังนั้น ภรรยาน้อยจึงไม่มีสิทธิใดๆ บนกองมรดกของผู้ตาย ยกเว้นผู้ตายเขียนเป็นพินัยกรรมแบ่งมรดกให้
สรุปขั้นตอนการจัดสรรมรดก (กรณีผู้ตายไม่ได้เขียนพินัยกรรมไว้)
เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ผู้ที่มีสิทธิรับมรดกเป็นลำดับแรกคือ ผู้สืบสันดาน (ทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1) และภรรยา (ทายาทโดยธรรมกรณีพิเศษ) ดังนั้น หากคุณเสียชีวิตไปโดยไม่ได้ทิ้งพินัยกรรมไว้ ทรัพย์มรดกของคุณจะถูกจัดการตามกฎหมาย ดังนี้
“มรดก” มรดกทั้งหมดของคุณมาจาก2 ส่วน คือ “สินส่วนตัว” และ “สินสมรส”
ครึ่งหนึ่งของ “สินสมรส” ถือเป็นทรัพย์สินของคุณ
“มรดกทั้งหมด” = สินส่วนตัว + ½ (สินสมรส)
“ผู้มีสิทธิรับมรดก” ผู้มีสิทธิรับมรดกคือ “ทายาทโดยธรรม” (มี 6 ลำดับ)
ลูกของคุณถือเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ภรรยาของคุณก็อยู่ในลำดับที่ 1 นี้เช่นเดียวกัน (ทายาทโดยธรรมกรณีพิเศษ)
หากพ่อแม่ของคุณยังอยู่ พวกเขาก็จะมีสิทธิรับส่วนแบ่งมรดกเป็นสัดส่วนเท่าๆ กันกับลูกของคุณ
“สัดส่วนการแบ่งมรดก” สัดส่วนการแบ่งทรัพย์สินให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เช่น
ในกรณีที่คุณมีภรรยา 1 คน + ลูก 3 คน (กรณีพ่อแม่ของคุณเสียชีวิตหมดแล้ว) : ทรัพย์ของคุณจะถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วนเท่าๆ กัน
ในกรณีที่คุณมีภรรยา 1 คน + ลูก 3 คน + พ่อแม่ของคุณยังมีชีวิตอยู่ (2 คน) : ทรัพย์ของคุณจะถูกแบ่งออกเป็น 6 ส่วนเท่าๆ กัน
ตัวอย่าง ภรรยา 1 คน + ลูก 3 คน + พ่อแม่สามียังมีชีวิต

อ่าน “มรดก พินัยกรรม และธรรมนูญครอบครัว (ตอนที่ 2)” ในฉบับหน้า เพื่อเรียนรู้ว่า “ธรรมนูญครอบครัว” จะสามารถเข้ามาช่วยธุรกิจครอบครัวบริหารจัดการทรัพย์สินและมรดกของคุณได้อย่างไร เพื่อที่จะลดความขัดแย้งและป้องกันปัญหาในวันที่คุณจากไป
_pn.png)



ความคิดเห็น