top of page

มรดก พินัยกรรมและธรรมนูญครอบครัว (ตอนที่ 2)



การทำ “พินัยกรรม” ถือเป็นการจัดสรรมรดกของคุณล่วงหน้า ในวันนี้ ในขณะที่ส่วนหนึ่งของการทำ “ธรรมนูญครอบครัว” ก็คือ การจัดสรรมรดกในวันนี้ เพื่อประโยชน์ในวันหน้า ทั้งพินัยกรรมและธรรมนูญครอบครัวจึงเป็นการบริหารความเสี่ยงวิธีหนึ่ง

โดย นวพล วิริยะกุลกิจ


ฉบับนี้เราจะมาต่อกันที่เรื่องของ “ธรรมนูญครอบครัว” ว่าจะสามารถนำมาช่วยบริหารจัดการทรัพย์สินและมรดกของคุณอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร หลังจากที่เราเรียนรู้กฎหมายบางส่วนเกี่ยวกับการแบ่งมรดกมาแล้วในบทความตอนที่หนึ่ง


ย้อนความเดิม: มรดกของคุณเท่ากับ สินส่วนตัว + ½ (สินสมรส)

สมมติว่าคุณเป็นสามีที่เพิ่งเสียชีวิต ทรัพย์สินที่เป็นมรดกในส่วนของคุณคือส่วนสีเขียวเท่านั้น นั่นก็คือ สินส่วนตัวบวกกับครึ่งหนึ่งของสินสมรส (ระหว่างคุณกับภรรยา) ทรัพย์สินส่วนนี้คือส่วนที่คุณเป็นเจ้าของ และทรัพย์ส่วนนี้ทั้งหมดจะกลายเป็นมรดกแก่ทายาททันทีเมื่อคุณเสียชีวิต 



การแบ่งส่วนของทรัพย์สินระหว่างสามีและภรรยา


ความสับสนจะอยู่ที่การแบ่งแยกว่าอะไรคือสินส่วนตัวและอะไรคือสินสมรส ซึ่งจริงๆ แล้วสินส่วนตัวมีเพียงแค่ 4 ประเภทเท่านั้น ได้แก่

  1. ทรัพย์สินที่มีมาก่อนสมรส

  2. ทรัพย์สินที่เป็นของใช้ส่วนตัว เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ “ตามฐานะ” เครื่องมือประกอบวิชาชีพ

  3. ทรัพย์สินที่ได้มาโดยมรดก หรือให้โดยเสน่หา

  4. ทรัพย์สินที่เป็นของหมั้น


ทรัพย์สินนอกจากนั้นให้ถือเป็นสินสมรสทั้งสิ้น กฎหมายยังให้ความชัดเจนเพิ่มเติมอีกว่า หากสงสัยว่าเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส! ดังนั้น เจ้ามรดกจึงต้องชัดเจนว่าส่วนไหนเป็นสมบัติส่วนของตนเองและอะไรคือสินสมรสก่อนที่จะเขียนพินัยกรรมหรือแบ่งทรัพย์สินให้ใครก็ตาม วิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดความชัดเจนในเรื่องสินส่วนตัวและสินสมรสก็คือการทำ “สัญญาก่อนสมรส” หรือ Prenuptial Agreement ซึ่งจะทำให้เกิดความชัดเจน ไม่ต้องมาตีความว่าทรัพย์สินใดเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส นอกจากนี้ ยังเปิดช่องให้คู่สามีภรรยาสามารถจัดการสินสมรสให้แตกต่างจากที่กฎหมายกำหนดไว้ได้ด้วย


แบ่งทรัพย์ด้วย “มรดก” หรือ “พินัยกรรม”?

ตามกฎหมายถ้าหากคุณไม่ได้จัดการอะไรเลยกับทรัพย์สินในส่วนของคุณ และคุณเสียชีวิตขึ้นมา ไม่ต้องห่วง “กฎหมาย” จะช่วยดูแลและจัดสรรทรัพย์ของคุณให้แก่ “ทายาทโดยธรรม” (รายละเอียดดูในบทความตอนที่แล้ว) แต่กฎหมายก็จะมีเกณฑ์ในการแบ่งของมันซึ่งอาจไม่ได้เป็นไปอย่างที่คุณต้องการ ดังนั้น บางคนที่ต้องการจัดสรรมรดกให้เป็นไปอย่างที่ตัวเองต้องการจึงทำการเขียน “พินัยกรรม” ซึ่งพินัยกรรมจะให้อิสระแก่เจ้ามรดกให้สามารถแบ่งทรัพย์สินของตนให้แก่ใครก็ได้

แต่พินัยกรรมเองก็มีจุดอ่อนในตัวของมัน เช่น ต้องทำตามแบบ หากไม่ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ก็จะไม่มีผลทางกฎหมาย อาจมีปัญหาเรื่องความอ่อนไหวในครอบครัว และเรื่องของความยอมรับต่อพินัยกรรมของเหล่าทายาท ซึ่งอาจนำมาซึ่งคดีความฟ้องร้องระหว่างพี่น้องหรือคนในครอบครัวได้ (พินัยกรรมปลอมรึเปล่า?)

เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียระหว่างการแบ่งทรัพย์สินด้วย “มรดก” และ “พินัยกรรม”


ข้อดี

ข้อเสีย

มรดก

แบ่งตามกฎหมาย

  • เจ้ามรดกไม่ต้องทำอะไร

  • มีความชัดเจนรู้ว่าใครจะได้อะไร เท่าไหร่ ตามกฎหมาย

  • ลูกๆ ได้เท่ากันตามกฎหมาย 

  • กำหนดไม่ได้ว่าใครจะได้อะไร เท่าไหร่ ต้องเป็นไปตามกฎหมาย

  • ผู้รับมรดกต้องเป็นทายาทตามกฎหมายของผู้ตายเท่านั้น

  • ทรัพย์บางอย่างลูกหลานถือร่วมกันอาจมีปัญหา เช่น ที่ดิน หรือหุ้น

มรดกแบ่งตาม

พินัยกรรม

  • เจ้ามรดกต้องทำพินัยกรรมขึ้นมา

  • เจ้ามรดกสามารถกำหนดไว้ล่วงหน้าได้ว่าจะแบ่งทรัพย์มรดกให้ใคร เท่าไหร่

  • สามารถให้ทรัพย์มรดกแก่ใครก็ได้แม้ไม่ใช่ลูกหลาน

  • พินัยกรรมต้องทำให้ถูกต้องตามแบบมิเช่นนั้นจะไม่มีผลทางกฎหมาย

  • อาจมีปัญหาความยอมรับต่อพินัยกรรมของทายาท (ของจริง-ของปลอม)

  • ความอ่อนไหวในครอบครัว


ดังนั้น “เจ้ามรดก” หรือเจ้าของทรัพย์สินที่เป็นมรดก จึงมีหน้าที่ตัดสินใจว่าจะจัดการกับทรัพย์สินในส่วนนี้ของตัวเองอย่างไร ถ้าไม่ทำอะไรไว้เลย เมื่อคุณตาย กฎหมายจะเป็นคนแบ่งให้คุณ แต่ถ้าคุณเขียนพินัยกรรมไว้ กฎหมายกำหนดไว้ว่าให้แบ่งทรัพย์มรดกให้ผู้รับพินัยกรรมก่อน มรดกส่วนที่เหลือจึงจะนำมาแบ่งให้แก่ “ทายาทโดยธรรม” ต่อไป



รูปแบบการบริหารทรัพย์มรดกด้วย “พินัยกรรม” ในระดับต่างๆ


“สีเขียว” คือทรัพย์มรดกทั้งหมดของสามีที่สามารถนำไปเขียนพินัยกรรมได้ ทรัพย์ส่วนที่เหลือจากการเขียนพินัยกรรมก็จะกลายเป็นมรดกที่เหลือ (ของสามี) ซึ่งจะมีการแบ่งให้ทายาทตามกฎหมายโดยอัตโนมัติเมื่อสามีเสียชีวิต จากรูปซ้ายสุด ถ้าหากคุณไม่เขียนพินัยกรรมไว้เลย ทุกอย่างที่เป็นทรัพย์สินของคุณจะอยู่ในรูปของมรดกที่จะตกแก่ทายาทตามกฎหมายเท่านั้น แต่ถ้าคุณเขียนพินัยกรรมครอบคลุมทรัพย์มรดกทุกอย่างไว้แล้ว ผู้รับพินัยกรรมก็จะได้ทรัพย์เหล่านั้นไปทั้งหมด

ดังนั้น จึงเป็นการตัดสินใจของคุณแล้วว่าจะให้กฎหมายเป็นคนแบ่งให้แก่ทายาท (คุณไม่ต้องทำอะไร) หรือคุณจะลุกขึ้นมาเขียนพินัยกรรมเอง (ซึ่งต้องทำให้ถูกต้องมิเช่นนั้นจะไม่มีผลทางกฎหมาย) 


ตัวอย่างการแบ่งหุ้นในธุรกิจครอบครัว : “พินัยกรรม” ให้อิสระในการจัดการหุ้นตามใจเจ้าของ

จินตนาการหุ้นธุรกิจครอบครัวที่คุณถืออยู่จะตกไปอยู่ที่ใครบ้างหากคุณเสียชีวิตพรุ่งนี้ เช่น หากคุณถือหุ้นอยู่ 50% และภรรยาถืออยู่ 49% (1% ที่เหลือสมมติว่าบุคคลที่ 3 ถืออยู่) คุณมีลูก 3 คน เมื่อคุณจากไปโดยไม่ได้เขียนพินัยกรรม หุ้นที่คุณถืออยู่ 50% จะถือเป็นสินสมรสที่ภรรยามีสิทธิอยู่ครึ่งหนึ่ง ดังนั้นหุ้นบริษัทที่เป็นของคุณจริงๆ จะเหลืออยู่ 25% ซึ่ง 25% นี้จะต้องนำมาหาร 4 (ลูก 3 คน + ภรรยา 1 คน กลายเป็น 4 คนที่ถือเป็นทายาทโดยธรรม) ซึ่งจะได้คนละ 6.25% ดังนั้นในกรณีนี้ภรรยาคุณจะถือหุ้นทั้งสิ้น 49% + 25% + 6.25% รวมเป็น 80.25% และลูก 3 คนแต่ละคนถือหุ้น 6.25% นี่คือกรณีที่คุณให้กฎหมายเป็นคนแบ่งมรดกให้ 


แล้วถ้าเขียนพินัยกรรมไว้ล่ะ?

คุณระบุไว้ในพินัยกรรมว่า หุ้นของคุณ 50% ให้แบ่งให้ลูก 3 คนแต่เนื่องจากหุ้นครึ่งหนึ่งของคุณจะต้องถือเป็นสินสมรส ทรัพย์มรดกของคุณจริงๆ ที่สามารถยกให้ใครๆ ได้มีแค่ 25% เท่านั้น ดังนั้น หุ้น 50% ที่ตั้งใจจะยกให้ลูกๆ จึงมีผลแค่ในส่วน 25% ส่วนที่เกินจาก 25% นี้ ถือเป็นการ “ยกมรดกเกินส่วนของตน” ไม่มีผลทางกฎหมาย ในกรณีนี้ ภรรยายังคงจะได้หุ้น 25% ของสามีที่เสียชีวิตอยู่ดี เนื่องจากถือเป็นสินสมรส ส่วนลูกๆ จะได้หุ้นเท่ากันโดยเท่ากับเอา 25% ที่เหลือมาหาร 3 หรือได้คนละ 8.33% สรุปคือ ภรรยาจะถือหุ้นทั้งหมดเท่ากับ 49% + 25% = 74% และลูกๆ ทั้ง 3 คนได้คนละ 8.33%


คุณก็อาจจะมองว่าก็ไม่เห็นจะต่างจากกรณีที่ไม่ได้เขียนพินัยกรรมซักเท่าไหร่?

ถูกต้องครับ...ความต่างจะอยู่ที่เมื่อคุณแบ่งให้ลูกแต่ละคนไม่เท่ากัน ซึ่งหากไม่มีพินัยกรรมคุณจะไม่สามารถทำได้ เพราะกฎหมายจะแบ่งให้ลูกแต่ละคนเท่าๆ กัน ดังนั้น ในมุมนี้ พินัยกรรมสามารถให้อิสระแก่คุณในการวางแผนกระจายหุ้นได้ดีกว่า นอกจากนี้ หากคนที่คุณต้องการแบ่งทรัพย์มรดกให้ไม่ใช่ลูกของคุณล่ะ? พินัยกรรมก็สามารถตอบโจทย์นี้ได้ เพราะคุณสามารถแบ่งทรัพย์มรดกในพินัยกรรมให้แก่ใครก็ได้ที่คุณอยากให้ ตราบใดที่มันยังเป็นทรัพย์ในส่วนของคุณ


“ธรรมนูญครอบครัว” ทางเลือกที่สามของการบริหารทรัพย์มรดก

จากตัวอย่างการเขียน “พินัยกรรม” ก็ดูจะเป็นวิธีการบริหารทรัพย์มรดกที่ดี แต่ “พินัยกรรม” เองก็มีจุดอ่อนของมัน แล้วเรามีทางเลือกอื่นอีกหรือไม่? 

ทางเลือกอีกทางของครอบครัวในการบริหารจัดการทรัพย์สิน เช่น หุ้นของธุรกิจครอบครัว ที่ดิน หรือทรัพย์สินอื่นๆ ก็คือการใช้“ธรรมนูญครอบครัว” เป็นเครื่องมือในการแบ่งทรัพย์สมบัติในธุรกิจครอบครัว


“ธรรมนูญครอบครัว” ช่วยจัดการทรัพย์มรดกได้อย่างไร?

เนื่องจากหลักของการเขียนธรรมนูญก็คือการนำเอาเรื่องสำคัญต่างๆ ในการบริหารจัดการธุรกิจครอบครัวขึ้นมาหารือร่วมกัน และหนึ่งในเรื่องสำคัญที่อยู่ในธรรมนูญครอบครัวก็คือการบริหารจัดการ “หุ้น” ของธุรกิจ ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินที่จะตกเป็นมรดกแก่ลูกหลานต่อไปเมื่อพ่อแม่เสียชีวิต และหุ้นยิ่งมีความสำคัญกว่าทรัพย์สินอื่นๆ เพราะหุ้นผูกติดกับอำนาจในการบริหารของบริษัทที่สามารถจะสร้างรายได้ต่อไปในอนาคต ทั้งยังผูกติดกับชื่อเสียงของผู้ก่อตั้งธุรกิจ และวงศ์ตระกูล 

การใช้ธรรมนูญเป็นตัวนำในการหยิบยกเรื่องการแบ่งหุ้นของธุรกิจครอบครัวจึงถือเป็นวิธีที่น่าสนใจเพราะธรรมนูญครอบครัวไม่ได้มุ่งเป้าไปที่เรื่องของผลประโยชน์แต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการบริหารจัดการ “กติกา” และ “โครงสร้าง” ต่างๆ ในครอบครัวให้เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจและลดความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในครอบครัว 

หุ้นถือเป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องได้รับการจัดการให้เกิดความชัดเจน การแบ่งหุ้นให้แก่ลูกหลานในสัดส่วนที่เหมาะสม การสร้างกติกาในการซื้อขายหุ้นระหว่างกัน จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ครอบครัวต้องหันหน้ามาพูดคุยกัน กระบวนการพูดคุยเพื่อแบ่งหุ้นโดยมุ่งเป้าไปที่ความยั่งยืนของธุรกิจครอบครัวจะทำให้สมาชิกครอบครัวสามารถนำเรื่องเงินๆ ทองๆ มาพูดได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจมากจนเกินไป และก็เป็นที่แนะนำกันโดยทั่วไปว่า ถ้าอยากให้ทรัพย์สินของคุณยังรวมเป็นก้อนเดียวกันและอยู่ในมือของลูกหลาน ก็ให้เขียนพินัยกรรม หรือเขียนธรรมนูญให้ชัดเจน คุณก็อาจบรรลุเป้าหมายได้ไม่ยาก


“พินัยกรรม” กับ “ธรรมนูญครอบครัว” แตกต่างกันอย่างไร

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างธรรมนูญครอบครัวและพินัยกรรม ได้แก่

พินัยกรรม

ธรรมนูญครอบครัว

  • เขียนคนเดียวโดยเจ้าของทรัพย์มรดก (เช่น พ่อ แม่)

  • มักเป็นความลับ ดำมืด

  • เป็นการตัดสินใจที่ขาดการมีส่วนร่วม

  • ปรับเปลี่ยนยาก ต้องทำให้ถูกแบบจึงจะมีผลทางกฎหมาย

  • บางครั้งคนที่มีอิทธิพล คือ คนนอก ที่มาช่วยเขียน

  • ความขัดแย้งมักเกิดขึ้นในช่วงที่ผู้นำครอบครัวสิ้นลมหายใจแล้ว

  • หากลูกหลานไม่ยอมรับพินัยกรรมอาจต้องให้ศาลตัดสิน

  • เขียนร่วมกันทั้งครอบครัว

  • เปิดเผย โปร่งใส ชัดเจนแก่ทุกคน เพราะทำร่วมกัน

  • สมาชิกครอบครัวตัดสินใจร่วมกันโดยใช้ฉันทามติ

  • แก้ไขเปลี่ยนแปลงร่วมกันในครอบครัว และทำให้มีผลตามกฎหมายได้ เช่น การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหม่ที่กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น

  • คนที่มีอิทธิพลต่อธรรมนูญครอบครัวคือ คนในครอบครัวเอง

  • ความขัดแย้งหากเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นในช่วงที่ผู้นำครอบครัวยังมีชีวิตอยู่

  • ความยอมรับต่อธรรมนูญของลูกหลานเกิดจากการตัดสินใจร่วมกันตั้งแต่ต้น


แบ่งหุ้นของธุรกิจควรใช้ธรรมนูญครอบครัว

ข้อแนะนำกว้างๆ สำหรับการวางแผนแบ่ง “หุ้น” ในธุรกิจครอบครัวก็คือ ไม่ควรใช้พินัยกรรมแต่ควรใช้ธรรมนูญครอบครัวเป็นเครื่องมือในการแบ่ง เพราะ

  • การแบ่งหุ้นของธุรกิจเป็นเรื่องสำคัญของครอบครัว การแบ่งจึงควรมีการหารือร่วมกันในครอบครัวอย่างเปิดเผย ไม่ปิดเป็นความลับ

  • ลูกหลานต้องการความชัดเจนในการจัดสรรหุ้น เพื่อพวกเขาจะสามารถวางแผนชีวิตได้ และหลายๆ ครั้งแม้แต่คู่ค้าเองก็ต้องการความชัดเจนว่าคนใน “ตระกูลนี้” จะยังคงมีอำนาจบริหารสูงสุดต่อไปหรือไม่

  • พินัยกรรมจะมีผลเมื่อคุณจากไปแล้วซึ่งไม่รู้จะเมื่อไหร่ แต่การแบ่งหุ้นด้วยธรรมนูญครอบครัวแล้วไปจดเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่กระทรวงพาณิชย์จะมีผลทันทีไม่ต้องรอ 


ผสมผสาน “มรดก” “พินัยกรรม” และ “ธรรมนูญครอบครัว” ในการจัดการทรัพย์สินครอบครัว

ไม่ใช่ว่าทรัพย์สินทุกประเภทจะต้องใช้ธรรมนูญครอบครัวในการจัดสรร ทรัพย์มรดกบางประเภทก็เหมาะที่จะใช้พินัยกรรมในการแบ่ง เช่น ทรัพย์ที่ต้องการให้เฉพาะบุคคล และการแบ่งไม่กระทบกับบุคคลอื่นๆ ในครอบครัว ก็เป็นสิทธิของเจ้ามรดกที่จะจัดการได้เองโดยไม่ต้องหารือกับสมาชิกครอบครัวโดยทั่วไป และในบางกรณีก็อาจไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้ โดยปล่อยให้กลายเป็นมรดกที่กฎหมายจะทำการแบ่งโดยอัตโนมัติให้แก่ทายาทอย่างเท่าเทียมกัน

  •  “มรดก” – ใครได้อะไร เท่าไหร่ เป็นไปตามกฎหมายกำหนด

  • “พินัยกรรม” – ใคร ได้อะไร เท่าไหร่ เจ้าของมรดกเป็นคนกำหนด

  • “ธรรมนูญครอบครัว” – ใคร ได้อะไร เท่าไหร่ สมาชิกครอบครัวเป็นคนกำหนดร่วมกัน

จะเห็นว่าจริงๆ แล้ว “ธรรมนูญครอบครัว” และ “พินัยกรรม” นั้นก็มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นก็คือการจัดสรรทรัพย์สินของครอบครัวออกมาให้ชัดเจน ไม่มีข้อกังขาหรือข้อสงสัยใดๆ เมื่อเป็นเช่นนั้น หากคุณพ่อคุณแม่คิดจะเขียนพินัยกรรมโดยชวนให้ลูกๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการเขียนด้วยกัน พินัยกรรมกับธรรมนูญครอบครัวก็จะไม่แตกต่างกัน เพราะใช้หลักเดียวกันก็คือ ทุกคนรับรู้ ร่วมกันคิด และร่วมกันตัดสินใจ 

การทำ “พินัยกรรม” ถือเป็นการ จัดสรรมรดกของคุณล่วงหน้า ในวันนี้ ในขณะที่ ส่วนหนึ่งของการทำ “ธรรมนูญครอบครัว” ก็คือการ จัดสรรมรดกในวันนี้ เพื่อประโยชน์ในวันหน้า (จะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกัน) ทั้งพินัยกรรมและธรรมนูญครอบครัวจึงเป็นการบริหารความเสี่ยงวิธีหนึ่ง ถือเป็นมาตรการป้องกันก่อนที่ปัญหาจะเกิด ซึ่งจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันความขัดแย้งให้กับครอบครัวได้ดีเลยทีเดียว


สรุปประเด็นสำคัญ

  • ทรัพย์สินที่ถือเป็นมรดกของคุณมี 2 ส่วนเท่านั้น ได้แก่ สินส่วนตัว และสินสมรส

  • คุณมีสิทธิเพียงครึ่งหนึ่งของสินสมรส (อีกครึ่งเป็นของคู่สมรส)

  • การทำ “พินัยกรรม” ถือเป็นการจัดสรรมรดกของคุณล่วงหน้า ในวันนี้

  • การทำ “ธรรมนูญครอบครัว”เกี่ยวข้องกับการจัดสรรมรดกในวันนี้ เพื่อประโยชน์ในวันหน้า (จะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกัน)

  • พินัยกรรมเน้นจัดการเรื่องทรัพย์มรดกเป็นหลัก ส่วนธรรมนูญครอบครัวเน้นสร้างกติกาในครอบครัวโดยเรื่องทรัพย์มรดกเป็นหนึ่งในเรื่องที่ต้องจัดการ

  • ทั้ง “พินัยกรรม” และ “ธรรมนูญครอบครัว” สามารถทำควบคู่กันไปได้ แล้วแต่ความเหมาะสมของทรัพย์แต่ละประเภท แต่ถ้าเป็น “หุ้น” ของธุรกิจครอบครัวควรใช้ธรรมนูญครอบครัวจัดสรร


นวพล วิริยะกุลกิจ

ปัจจุบันเป็นนักวิจัยและที่ปรึกษาให้แก่ธุรกิจครอบครัว ผู้บริหารสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) และเป็นผู้อำนวยการร่วมของหลักสูตร “Happy Family, Healthy Business” โดยสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชียและโรงเรียนพัฒนาผู้นำและสร้างสันติธรรม รักสคูล ติดต่อ นวพล ได้ที่ jaynavaphol@gmail.com อ่านบทความเกี่ยวกับธุรกิจครอบครัวเพิ่มเติมได้ที่ http://familybusinessasia.blogspot.com


แหล่งข้อมูล

  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 



เชิงอรรถ

ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาที่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ต้องถือว่าต่างมีสิทธิเป็นเจ้าของคนละครึ่งส่วนชายและหญิงที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย หากทำมาหากินมาด้วยกันระหว่างการอยู่กินกันมา ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างอยู่กินกัน ถือได้ว่าเป็นส่วนของกรรมสิทธิ์ร่วมกัน มีสิทธิในทรัพย์สินแต่ละฝ่ายคนละครึ่ง


 
 
 

ความคิดเห็น



© Family Business Asia
  • Facebook
  • Instagram
  • TikTok
  • Youtube
bottom of page