5 กลยุทธ์ "ชนะใจพ่อแม่" ฉบับทายาทธุรกิจครอบครัว
- Navaphol Viriyakunkit

- 5 พ.ค.
- ยาว 2 นาที

มีกลยุทธ์อยู่ 5 วิธีที่จะช่วยให้ทายาทสามารถชนะใจพ่อแม่ สร้างความเชื่อใจและเชื่อมั่นที่จะเป็นรากฐานของการทำงานโดย “อิสระ” มากยิ่งขึ้นได้
โดย นวพล วิริยะกุลกิจ
“คนเราจะเดินแล้วไม่ล้มไม่มีทาง... เพียงแต่ล้มแล้วต้องลุกขึ้นได้ ตระหนักให้เร็ว แก้ไขเปลี่ยนแปลงให้เร็ว และเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น”
- วรวุฒิ อุ่นใจ
จากการที่ผมได้พูดคุยกับพ่อแม่ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งธุรกิจครอบครัว กับทายาท ผู้ฝ่ากระแสความ “ไม่เชื่อมั่น” ของพ่อแม่ได้สำเร็จ มาหลายต่อหลายโอกาส ในที่สุดจึงสรุปได้ว่า มีกลยุทธ์อยู่ 5 วิธีที่จะช่วยให้ทายาทสามารถชนะใจพ่อแม่ สร้างความเชื่อใจและเชื่อมั่นที่จะเป็นรากฐานของการทำงานโดย “อิสระ” มากยิ่งขึ้นได้ โดยแยกเป็นข้อๆ ได้ดังนี้
1. ชนะในสิ่งที่ถนัด : เริ่มจากสิ่งที่คุณเก่งกว่า!
ลองจินตนาการว่าเมื่อคุณทำงานในธุรกิจของครอบครัว นั่นคือคุณกำลังทำในสิ่งที่เป็นจุดแข็งของพ่อแม่ของคุณ จินตนาการดูซิว่าในวันแรกนั้นคุณจะเก่งกว่าเขาได้ไหม? คุณจะมีอิสระในการตัดสินใจได้มากแค่ไหน? แล้วต้องทำแค่ไหนล่ะพ่อแม่ถึงจะรู้สึกว่าคุณทำได้ดี (กว่าพวกเขา)?
แน่นอนว่ามันเป็นการยากที่คุณจะสร้างความสำเร็จในเวทีที่มีแชมป์เปียนอยู่แล้ว พนักงานก็คงมีมุมมองไม่ต่างกัน พวกเขาปรายตามองไม่นานก็รู้แล้วว่าคุณเก่งแค่ไหน มันจึงไม่ง่ายที่คุณจะสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของพ่อแม่ในเวทีที่พวกเขามีความชำนาญและมีประสบการณ์มากกว่าคุณมากมาย
ทางเลือกอีกทางที่คุณจะมีโอกาสที่จะเก่งกว่าพวกเขาก็คือ การลองหางานในส่วนที่ยังไม่มีคนทำแต่เป็นงานที่มีความสำคัญ งานที่อาจเป็นเพียงส่วนสนับสนุน ไม่ใช่หัวใจของธุรกิจ แต่มีลู่ทางที่เราจะพัฒนาให้ดีขึ้นได้ไม่ยาก มองหางานที่ไม่ใช่จุดแข็งของคนรุ่นพ่อแม่ เช่น งานด้านไอที ทรัพยากรบุคคล การวางระบบการเงินหรือบัญชี หรือส่วนงานที่ต้องใช้ความรู้เชิงเทคนิคที่พวกเขาอาจไม่ได้เรียนมาหรือไม่มีความรู้ ลองเริ่มทำในสิ่งเหล่านั้นและหลีกเลี่ยงการทำงานซ้ำซ้อนกับพวกเขา การพัฒนาในสิ่งที่ยังไม่ดีให้ดีขึ้นนั้นง่ายกว่าการทำสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ข้อแนะนำก็คือให้คุณมองหางานที่คุณทำได้ดีกว่าพ่อแม่ หรืองานที่ยังไม่มีใครทำแล้วลงมือทำเลย
2. ชนะบ่อยๆ : ตั้งเป้าที่ไม่ไกลเกินเอื้อม
อย่าตั้งเป้าหมายที่คุณอาจทำไม่สำเร็จ เพราะมันจะส่งสัญญาณที่ไม่ดีให้กับพ่อแม่ หากคุณตั้งเป้าแล้วทำไม่ได้พวกเขาอาจรู้สึกว่าคุณมั่นใจเกินไป คุณคาดการณ์อะไรง่ายเกินไป คุณขาดประสบการณ์ ความพร้อม และอะไรอีกร้อยแปด ข้อแนะนำคือให้ลองตั้งเป้าหมายให้ต่ำลงซักนิด หรืออาจวางเป้าหมายหลายๆ เป้าหมายเป็นระยะๆ โดยในช่วงแรกอาจตั้งเป้าแค่นี้ก่อน หากทำสำเร็จก็ค่อยๆ ขยับเป้าให้ยากขึ้นไปเรื่อยๆ ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพื่อสร้างสม “ความสำเร็จ” ให้พ่อแม่ได้เห็นบ่อยๆ
“การสะสมความสำเร็จ” จึงเป็นเป้าหมายที่สำคัญต่อการสร้างความยอมรับของพ่อแม่ จงอย่าคิดว่าจะตีโฮมรันทำผลงานชิ้นโบแดงให้อลังการในครั้งเดียว ให้คิดถึงความสำเร็จเป็นเหมือนการสะสมคะแนนค่อยๆ เพิ่มทีละนิด พ่อแม่ก็จะค่อยๆ มั่นใจมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และมันก็จะทำให้คุณมั่นใจในตัวเองมากขึ้นด้วยเช่นกัน
3. ชนะด้วยความมุ่งมั่น : แสดงความมุ่งมั่นในแบบของพ่อแม่
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ก่อตั้งหรือผู้นำธุรกิจครอบครัวประสบความสำเร็จก็คือความทุ่มเทที่มีให้กับธุรกิจ โดยเฉพาะคนในรุ่น Traditionalist ต่อเนื่องมายังรุ่น Baby Boomer พวกเขามีชีวิตเพื่อการทำงาน เขาจะรู้สึกไม่สบายใจเมื่อไม่ได้ทำงาน พวกเขาให้ความสำคัญต่อการเสียสละและส่วนรวมมาก่อนส่วนตัวเสมอ เมื่อเขาเชื่อเช่นนั้น พวกเขาก็จะมองทายาทในมุมเดียวกัน นั่นคือ หากทายาทไม่มีความทุ่มเทให้กับงานเช่นเดียวกันกับเขา เขาก็จะมองว่าทายาทเหล่านั้นยากที่จะประสบความสำเร็จได้เหมือนเขา และการวัดความทุ่มเทที่ชัดเจนที่สุดสำหรับเขาก็คือ การเข้างานให้เร็วและเลิกงานหลังคนอื่นๆ ยิ่งถ้าเสาร์อาทิตย์คุณมาทำงานด้วย คุณจะได้คะแนนความทุ่มเทเป็นกรณีพิเศษ และในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น คุณก็มักจะเปลี่ยนความคิดของพ่อแม่ไม่ได้!
ข้อแนะนำก็คือ ถ้าเปลี่ยนเขาไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยนที่ตัวเองก่อน ตื่นนอนให้เช้าขึ้น เข้าทำงานก่อนพ่อแม่ กลับหลังพวกเขา แล้วคุณจะได้เห็นระดับความเชื่อใจของพ่อแม่ทะยานสูงขึ้นอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน ผมรู้ว่านี่คือสิ่งที่ยากมากสำหรับทายาทธุรกิจครอบครัวหลายๆ คน คุณไม่เชื่อว่าการเข้างานเช้าและกลับดึกจะทำให้คุณทำงานได้ดีขึ้นหรือประสบความสำเร็จได้มากขึ้น แต่อย่าลืมเป้าหมายสำคัญนั่นก็คือการสร้างความเชื่อใจของพ่อแม่ต่อตัวคุณเอง บอกตัวเองอย่างสม่ำเสมอว่าคุณตื่นเช้ากลับดึกเพื่ออะไร
จริงๆ แล้ว จากประสบการณ์ที่ได้พูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่ในหลายธุรกิจครอบครัวพบว่า “ความทุ่มเท” ของทายาทนั้นบางครั้งสำคัญกว่าผลงานหรือความสำเร็จเสียอีก โดยพ่อแม่จะให้เหตุผลว่าความผิดพลาดของทายาทนั้นเป็นเรื่องปกติ ถูกบ้างผิดบ้างยอมรับได้ แต่ที่ยอมรับไม่ได้คือการไม่ทุ่มเทให้กับงาน และการมาสายกลับเร็วก็แปลความได้อย่างเดียวว่าคุณกำลังไม่ทุ่มเท! สำหรับครอบครัวอื่นๆ ถ้าหากมาตรวัดความทุ่มเทของพ่อแม่คุณไม่ได้วัดจากเวลาเข้างานก็ขอให้คุณสังเกตว่าพ่อแม่วัดความทุ่มเทจากอะไร และพยายามทำสิ่งนั้นให้เขาเห็นอย่างสม่ำเสมอ
4. ชนะด้วยการฟัง : เปิดใจรับฟังคนรอบข้าง
ขั้นแรกของการชนะด้วยการฟังก็คือการ “ยอมรับ” ความแตกต่างในความคิดระหว่างคนรุ่นพ่อแม่กับรุ่นลูกซึ่งเป็นผลมาจากทั้งการศึกษา การเลี้ยงดู และประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งร้ายและดี ข้อแนะนำก็คือทายาททุกคนควรเริ่มต้นจากการปรับทัศนคติของตัวเองก่อนที่จะไปปรับคนอื่น และต้องพร้อมที่จะเรียนรู้จากคนรุ่นพ่อแม่ด้วย
ทายาทธุรกิจรุ่นพี่หลายคนได้ให้แนวทางกว้างๆ ไว้ว่า ทายาทควรเริ่มต้นจากการเรียนรู้ธุรกิจครอบครัวให้ดีเสียก่อน คือรู้ทั้งธุรกิจและรู้คนด้วย ในช่วง 1-2 ปีแรกที่เข้าทำงานไม่ใช่ช่วงที่จะรีบร้อนเปลี่ยนแปลงอะไร แต่ควรใช้เวลากับการเรียนรู้อย่างจริงจังว่าเขาทำกันแบบนี้แล้วมันอยู่รอดมาได้อย่างไร มีจุดแข็งจุดอ่อนตรงไหน เมื่อรู้จักและเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วจึงมาดูว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้างต่อไป และวิธีเรียนรู้ที่สำคัญก็คือ “การฟัง” และ “การสังเกต”
การฟังถือเป็นทักษะที่มีความสำคัญมากในการเข้าใจผู้คนรอบๆ ตัวเรา นอกจากนี้ การรับฟังยังเป็นการซื้อใจลูกน้องที่ถูกมาก มันแสดงถึงการให้เกียรติต่อความคิดของคนอื่นๆ เป็นการแสดงให้เห็นว่าเขามีคุณค่าต่อองค์กรซึ่งความรู้สึกดีที่เกิดขึ้นในใจพวกเขาจะช่วยลดกำแพงที่ปิดกั้นต่อความคิดของคุณ ดังนั้น ข้อแนะนำก็คือเปิดใจฟังพวกเขาให้มากขึ้น แล้วพวกเขาก็จะรับฟังคุณมากขึ้นเช่นกัน
5. ชนะด้วยความยืดหยุ่น : ให้แต้มต่อกับผู้บริหารรุ่นเก่าแก่
ทายาทอาจพบปัญหายุ่งยากในการทำงานร่วมกับผู้บริหารรุ่นพ่อแม่ หากพวกเขา “พยายาม” ที่จะเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการทำงานของคนเหล่านั้นให้สอดคล้องกับตัวเอง และความเชื่อใจของพ่อแม่ต่อตัวคุณก็จะยิ่งสั่นคลอนหนักขึ้น หากคุณตั้งหน้าตั้งตาจะไล่คนเก่าคนแก่ของบริษัทออกให้หมด เพราะนอกจากมันจะทำลายขวัญกำลังใจของพนักงานแล้ว มันยังทำให้พ่อแม่ยิ่งเป็นห่วงว่าคุณยังไม่มีทักษะเรื่อง “คน” เพียงพอที่จะดูแลกิจการของครอบครัว
ข้อแนะนำก็คือให้ “ลดความคาดหวัง” ต่อผู้บริหารรุ่นเก่าแก่ลงเสียหน่อย ยกตัวอย่างเมื่อตั้งเป้าหรือมอบหมายภารกิจให้กับผู้บริหารรุ่นเก่าแก่ ขอให้คุณคาดหวังไว้เพียงแค่ครึ่งหนึ่งของที่ตั้งใจ หากเขาทำได้ต่ำกว่าครึ่งให้หาเวลาคุยสองต่อสองถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและแนวทางแก้ไข แต่หากทำได้เกินครึ่งคุณควรให้คำชมเชยและให้กำลังใจแก่พวกเขาเพื่อให้ทำต่อให้ถึง 100%
นอกจากนี้ ความที่เป็นคนเก่าแก่ทำงานร่วมกันมานาน ความผูกพัน ความเมตตาสงสารที่พ่อแม่มีต่อพนักงานและผู้บริหารเหล่านี้ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คุณจะต้องไม่มองข้ามเพราะนี่คือ “วัฒนธรรมเอื้ออาทร” ที่คนในรุ่นพ่อแม่ให้ความสำคัญ และก็คงเป็นการยากที่คุณจะเปลี่ยนวัฒนธรรมนี้ได้ในเวลาสั้นๆ
ในทางกลับกัน ถ้าคุณสามารถทำงานกับผู้บริหารรุ่นพ่อแม่ได้ดี ยอมรับว่าพวกเขาคงไม่สามารถทำได้ในทุกสิ่งที่คุณหวัง แล้วหามุมให้เขาได้ทำในสิ่งที่พวกเขาทำได้ดี เขาจะรู้สึกดีกับตัวเองและจะสะท้อนไปสู่ความยอมรับในตัวคุณเป็นผลต่อเนื่อง และถ้าหากมันสะท้อนไปเข้าหูคุณพ่อคุณแม่ของคุณเข้าแล้วละก็ เชื่อแน่ว่าคุณจะได้คะแนนความเชื่อใจเพิ่มขึ้นอีกมากเลยทีเดียว
กลยุทธ์ 5 “ชนะ” พิชิตใจพ่อแม่ในธุรกิจครอบครัว

สรุปประเด็นสำคัญ
ชนะในสิ่งที่ถนัด - หางานที่คุณทำได้ดีกว่าพ่อแม่ หรืองานที่ยังไม่มีใครทำแล้วลงมือทำเลย
ชนะบ่อยๆ - สะสมความสำเร็จเล็กๆ อย่างต่อเนื่อง อย่าเพิ่งคิดจะตีโฮมรัน
ชนะด้วยความมุ่งมั่น - แสดงความทุ่มเทในงานให้พ่อแม่เห็นอย่างสม่ำเสมอ
ชนะด้วยการฟัง - เปิดใจรับฟังคนรอบข้าง แล้วพวกเขาจะรับฟังคุณมากขึ้น
ชนะด้วยความยืดหยุ่น -ให้แต้มต่อกับผู้บริหารรุ่นเก่าแก่ ทำได้เกินครึ่งของเป้าคือสำเร็จแล้ว
Family Business Society
ฉบับ 398 / มิถุนายน 2558
File: Fam society 398
นวพล วิริยะกุลกิจ
ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว ผู้บริหารสถาบัน แฟมิลี่ บิสสิเนส เอเชีย (Family Business Asia) และเป็นผู้อำนวยการร่วมของหลักสูตร “Happy Family, Healthy Business” โดยสถาบัน แฟมิลี่ บิสสิเนส เอเชีย และโรงเรียนพัฒนาผู้นำและสร้างสันติธรรม รักสคูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นวพล ได้ที่ nv@familybusinessasia.com
เชิงอรรถ
Traditionalist เป็นผู้ที่เกิดก่อนปี 1946 มีลักษณะเด่นคือยอมรับคนที่ความรับผิดชอบ ความเสียสละ และความทุ่มเทที่ให้แก่งาน คำนึงถึงส่วนรวมก่อนส่วนตัว มีวิธีแก้ปัญหาด้วยการตัดสินใจโดยตนเองด้วยความเด็ดเดี่ยว ในขณะที่ Baby Boomer คือคนที่เกิดในช่วงปี 1946-1964 มีลักษณะเด่นคือยอมรับนับถือคนจากประสบการณ์และความสำเร็จที่ผ่านมา มีวิธีแก้ปัญหาด้วยการใช้ประสบการณ์ในอดีตกำหนดแนวทางแก้ปัญหาในปัจจุบัน
_pn.png)



ความคิดเห็น