9 เรื่องที่คุณต้องเขียนในธรรมนูญครอบครัว
- Navaphol Viriyakunkit

- 4 ส.ค.
- ยาว 2 นาที

2 ความเข้าใจ 6 ข้อตกลง 1 บัญชีทรัพย์สินคือทั้งหมดที่คุณต้องการในธรรมนูญครอบครัว
“การทำงานและการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ต้องอยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใส
ชัดเจน พร้อมตรวจสอบได้”
– ทายาทธุรกิจครอบครัวนิรนาม
“เขาเขียนอะไรกันในธรรมนูญครอบครัว?”
คือคำถามสำคัญที่หลายครอบครัวยังคงสงสัย เพื่อให้เห็นภาพผมจะสมมติว่า “ธรรมนูญครอบครัว” ที่เรากำลังจะสร้างขึ้นมาเปรียบเสมือนบ้านหนึ่งหลังซึ่งจะประกอบไปด้วยองค์ประกอบสำคัญทั้งหมด 9 ส่วน ได้แก่ ความเข้าใจร่วมกัน 2 ส่วน ข้อตกลงสำคัญของครอบครัว6 ส่วน และบัญชีทรัพย์สินอีก 1 ส่วนรวมทั้งหมดเป็น 9 ชิ้นส่วนที่ประกอบกันเข้าเป็น “ธรรมนูญครอบครัว” ซึ่งผมจะขอเรียกสั้นๆ ว่าองค์ประกอบทั้ง 9 ของ “บ้านธรรมนูญ”
เรามาเริ่มจากความเข้าใจร่วมกันใน 2 เรื่องก่อนเป็นลำดับแรก ต้องบอกว่าการเขียนธรรมนูญนั้นมีลักษณะคล้ายกับการตัดชุดสูทที่ต้องตัดให้เหมาะสมกับสัดส่วนของผู้สวมใส่ ธรรมนูญครอบครัวที่ดีจึงต้องเข้ากันได้กับวัฒนธรรม ค่านิยม และเป้าหมายร่วมกันของครอบครัว ความเข้าใจร่วมกัน (Understanding) นั้นไม่มีถูกหรือผิด มีแต่เข้าใจไปในทางเดียวกัน หรือเข้าใจไปคนละทาง ซึ่งความเข้าใจร่วมกันที่สำคัญ 2 ประการที่สมาชิกจำเป็นจะต้องมีก็คือ วิสัยทัศน์ร่วมกัน(Shared Vision) และค่านิยมร่วมของครอบครัว (Shared Values)
เรื่องที่ 1 วิสัยทัศน์ร่วมกัน (Shared Vision)
วิสัยทัศน์ คือ “ภาพอนาคต” ที่สมาชิกเห็นร่วมกันเป็นภาพเดียวกัน ทั้งภาพในเชิงธุรกิจและในเชิงครอบครัว เช่น ภาพที่ธุรกิจครอบครัวเติบโตไปในอนาคตโดยยังมีคนของครอบครัวเป็นผู้บริหารสูงสุด ภาพธุรกิจครอบครัวที่เติบโตยิ่งใหญ่ หรือภาพความเป็นอยู่ที่ดีของสมาชิกครอบครัวไปอีก 100 ปี ฯลฯ ภาพเหล่านี้เป็นเหมือน “เป้าหมาย” ของธุรกิจครอบครัวซึ่งแตกต่างกันในแต่ละครอบครัว ขึ้นกับว่าแต่ละบ้านจะให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่ากันแต่สิ่งที่สำคัญก็คือสมาชิกในครอบครัวจะต้อง “มีเป้าหมายเดียวกัน” ซึ่งจะทำให้พวกเขามุ่งไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีพลัง ไม่ใช่ไปกันคนละทิศละทาง
เรื่องที่ 2 ค่านิยมครอบครัว (Shared Values)
ค่านิยมครอบครัว คือ “ผลึกของความคิด” ที่ถูกขัดเกลาด้วยกาลเวลาจนกลายเป็นความเชื่อที่สมาชิกครอบครัว (ส่วนใหญ่) เห็นร่วมกันว่าเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเจริญแก่ธุรกิจและความผาสุกต่อวงศ์ตระกูล ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะไม่พ้นหลักจริยธรรม ศีลธรรม คุณธรรม หรือหลักธรรมาภิบาล เช่น ค่านิยมในเรื่องความเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม การรู้จักรับผิดชอบ ความสามัคคี อะลุ้มอล่วยกัน ความซื่อสัตย์สุจริต การทำงานเป็นทีม ความโปร่งใส การให้เกียรติผู้อาวุโส เป็นต้น
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นค่านิยมที่ดีทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละครอบครัวจะให้ความสำคัญกับค่านิยมใดมากกว่ากัน ซึ่งส่วนมากค่านิยมจะถูกถ่ายทอดผ่านการอบรมสั่งสอนหรือมี “ตัวอย่าง” ในครอบครัว ทายาทรุ่นใหม่อาจพยายามใส่ค่านิยมที่ดีอื่นๆ เช่น การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ หรือการยึดถือความโปร่งใส ซึ่งแม้จะเป็นค่านิยมที่ดีแต่อาจต้องรอเวลาให้ค่านิยมใหม่เหล่านี้ “ตกผลึก” และกลายเป็นความเชื่อของสมาชิกส่วนใหญ่เสียก่อนจึงจะถือได้ว่าเป็น “ค่านิยมครอบครัว” การใส่ค่านิยมครอบครัวลงในธรรมนูญครอบครัวจะเป็นการกำหนดกรอบกว้างๆ ให้กับกติกาทุกอย่างที่จะเขียนลงในธรรมนูญครอบครัว
นอกจากความเข้าใจร่วมกัน 2 เรื่องที่เป็นตัวกำหนด “บุคลิกภาพ” ของธรรมนูญครอบครัวของเรา ซึ่งไม่เหมือนกับครอบครัวอื่นๆ แล้ว ต่อจากนั้นคือ ข้อตกลงสำคัญอีก 6 เรื่องที่จะตามมา ได้แก่ ข้อตกลงในเรื่อง คณะกรรมการครอบครัว (Family Committee) แผนสืบทอดธุรกิจ (Succession Planning) ค่าตอบแทนผู้บริหาร (Compensation Package) การบริหารกงสี (Family Wealth Management) ข้อตกลงผู้ถือหุ้น (Ownership Agreement) และการเสริมสร้างความสัมพันธ์ครอบครัว (Strengthening Family Relationship)
เรื่องที่ 3 คณะกรรมการครอบครัว (Family Committee)
คณะกรรมการครอบครัวคือรากฐานสำคัญของการบริหารจัดการธุรกิจครอบครัวที่มีประสิทธิภาพ ทำหน้าเป็นช่องทางการสื่อสาร (Communication) ระหว่างสมาชิกครอบครัวเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจร่วมกัน (Decision Making) และเป็นกลไกในการระงับข้อพิพาทหรือความขัดแย้งในครอบครัว (Conflict Resolution) สำหรับครอบครัวเล็กๆ ทุกคนก็คือกรรมการของคณะกรรมการ และสำหรับครอบครัวใหญ่ เราก็แค่ต้องเลือกตัวแทนเข้าไปออกเสียงตัดสินใจ รับฟังความคืบหน้า และปัญหาต่างๆ แล้วนำมาถ่ายทอดต่ออีกที
การใช้ระบบ “คณะกรรมการ” ในการสื่อสารและตัดสินใจสะท้อนหลักคิดของการเปิดให้มีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคน ไม่ปล่อยให้การตัดสินใจเป็นภาระของผู้นำเพียงผู้เดียว แต่ทุกคนมีส่วนในการตัดสินใจและทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบต่อการตัดสินใจนั้นๆ ร่วมกัน
การแบ่งแยกคณะกรรมการธุรกิจออกจากคณะกรรมการครอบครัว - จะแยกกันหรือไม่
คณะกรรมการชุดต่างๆ - จะมีคณะกรรมการอะไรบ้าง แต่ละคณะกรรมการมีหน้าที่ความรับผิดชอบอะไร เช่น คณะกรรมการบริษัทคณะกรรมการบริหาร สภาครอบครัวที่ประชุมครอบครัวหรือจะเป็นแค่ “ที่ประชุมโต๊ะกลม” ตอนกินข้าวร่วมกัน ใครเป็นกรรมการบ้าง หมุนเวียนกันอย่างไร มีคนนอกได้หรือไม่
การประชุมและมารยาทในการประชุม - คณะกรรมการชุดต่างๆ จะประชุมกันบ่อยแค่ไหน ใครเป็นคนนัดหมาย ใครเป็นประธาน ใครเป็นเลขานุการในที่ประชุม รวมถึงมารยาทพื้นฐานในการประชุม ฯลฯ
การตัดสินใจร่วมกันและการปฏิบัติตามมติ - การลงมติทั่วไปจะใช้หลักการโหวตด้วย“เสียงข้างมากชนะ” (เกินครึ่ง) หรือ “เอกฉันท์” (ทุกคนเห็นชอบ) หรือ “ฉันทามติ” (ส่วนใหญ่เห็นชอบโดยที่เหลืออาจไม่เห็นด้วยแต่ก็ไม่คัดค้าน) เสียงแต่ละคนเท่ากันไหมใครมี “สิทธิวีโต้”
สำนักบริหารและเลขานุการ - จะมีหน่วยงานขึ้นมาเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานของคณะกรรมการชุดต่างๆ หรือไม่ ใครจะดูแลบัญชีกลางของครอบครัว ใครจะดูแลการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการ (ถ้ามี) สำนักบริหารฯ นี้จะไปฝังตัวอยู่ที่ไหน เป็นต้น
การปรับปรุงแก้ไขธรรมนูญครอบครัว - กระบวนการแก้ไขใครเป็นคนพิจารณา วงรอบในการปรับปรุง เป็นต้น
เรื่องที่ 4 แผนสืบทอดธุรกิจครอบครัว (Succession Planning)
การสืบทอดธุรกิจไม่ได้เริ่ม ณ วันที่คุณพ่อคุณแม่ไม่อยากทำงานต่อไปแล้ว แต่เริ่มตั้งแต่วันที่ทายาทลืมตาดูโลก หลายต่อหลายครอบครัวได้วางแผนสืบทอดกันมาเป็นระยะเวลายาวนานก่อนที่ทายาททั้งหลายจะพร้อมที่เข้ามารับไม้ต่อและหัวข้อย่อยดังต่อไปนี้คือสิ่งที่ควรจะได้วางกติกาไว้
ปรัชญาการสืบทอดธุรกิจครอบครัว- เป็นสิทธิหรือหน้าที่ของทายาทที่จะเข้ามาทำงานในธุรกิจครอบครัว ให้แบ่งกันไปทำคนละธุรกิจหรือควรจะทำร่วมกัน หรือจะไม่ทำเลยได้หรือไม่
ระบบฟูมฟักทายาท - การเรียนรู้งานตั้งแต่เด็ก สาขาวิชาที่เลือกเรียน การเปิดโอกาสให้เข้ามาทำงาน การปลูกฝังค่านิยมและความรักในธุรกิจครอบครัว
ถ้าทายาทออกไปทำธุรกิจของตัวเอง - ผลกระทบต่อความก้าวหน้าในธุรกิจครอบครัว อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ธุรกิจที่แข่งขันกับธุรกิจครอบครัว การทำ 2 งานไปพร้อมกัน การลงทุนในหุ้น เป็นต้น
ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน - ดูตามความสามารถ? น้องกับพี่วัดกันยังไงความก้าวหน้าของมืออาชีพ-เขย-สะใภ้ในธุรกิจครอบครัวใครเป็นคนพิจารณา เกษียณเมื่อไหร่
การสร้าง “อาณาจักรย่อย” - พ่อไม่ทำงานกับลูก พี่ไม่ทำงานกับน้อง สามีไม่ทำงานกับภรรยา การหมุนเวียนงานกันทำ การสืบทอด “อาณาจักร” ธุรกิจของใครของมัน
เรื่องที่ 5 ค่าตอบแทนผู้บริหาร (Compensation Package)
“ปรัชญา” การให้ค่าตอบแทนคือสิ่งแรกที่ครอบครัวจะต้องคุยกัน เช่น จะให้เงินเดือน โบนัส หรือเงินปันผลมากเพื่อลดเงินกงสีกองกลางที่ถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นก็อาจจะหายไปหมดทั้งก้อน หรือพูดง่ายๆ ว่า “ลดโอกาสตายหมู่” หรือจะให้ค่าตอบแทนน้อยและทุกคนยินยอมเก็บเงินไว้ที่กงสีของครอบครัว หลังจากนั้นจึงจะกำหนดข้อตกลงในเรื่องอื่นๆ ต่อไป
ปรัชญาในการให้ค่าตอบแทน - ให้ผลตอบแทนมากแล้วสมาชิกบริหารเงินส่วนตัวนั้นเอง หรือจะเก็บเงินไว้รวมกันแล้วบริหาร
ประเภทของผลตอบแทน - เช่น เงินเดือน โบนัส เงินค่าบริหาร เงินปันผล เงินหลังเกษียณ กำหนดให้ชัดเจน
เงินเดือน โบนัส - ได้เท่าไหร่ ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ เขย-สะใภ้ได้อัตราเท่าไหร่ การเพิ่มของเงินเดือนโบนัส การวัดผลงาน ใครคือคนกำหนดเงินเดือนโบนัส เงินเดือนขั้นต่ำมีเงินค่าบริหารพิเศษหรือไม่
เงินปันผล - ใครมีสิทธิได้บ้าง ได้เมื่อไหร่ สัดส่วนการปันผล ปันจากบริษัทไหน เป็นต้น
ค่าตอบแทนหลังเกษียณ - มีหรือไม่ พิจารณาจากอะไร เกษียณอายุเท่าไหร่ ให้เป็นก้อนหรือเป็นรายเดือน สะใภ้-เขยมีสิทธิไหมเป็นต้น
เรื่องที่ 6 การบริหารเงินกงสี (Managing Family Wealth)
“กงสี” เป็นศูนย์กลางทางการเงินของครอบครัว เป็นสถานที่เก็บสะสมความมั่งคั่งของตระกูล และอาจมีการใช้เงินกงสีไปในรูปแบบต่างๆ เช่น การให้สวัสดิการแก่สมาชิก นำไปลงทุน นำไปหมุนเวียนในธุรกิจครอบครัว หรือแม้กระทั่งนำไปบริจาค แต่คำถามสำคัญข้อแรกคือ “มีกงสีแล้วดีจริงๆ หรือ?”
ปรัชญาการมีเงินกงสี - ควรมีกงสีหรือไม่ หรือแบ่งทรัพย์สินแล้วแยกกันไปบริหาร
รูปแบบของเงินกงสี - กงสีในรูป “เงินกองกลาง” หรือ “บัญชีกลาง” ของครอบครัว การแบ่งแยกเงินส่วนตัวและเงินส่วนรวม แหล่งที่มาของเงินกองกลาง หรือการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้ง ฯลฯ
สวัสดิการครอบครัว - ประเภทของสวัสดิการที่ให้ หลักเกณฑ์การให้ ใครมีสิทธิบ้าง สิทธิของแต่ละคนแตกต่างกันอย่างไร ที่มาของเงินสวัสดิการ
การลงทุนของครอบครัว - เช่น ประเภทของการลงทุน กรอบเงินลงทุนในแต่ละปี การค้ำประกัน การผ่านมติ การถือหุ้นแทนครอบครัว การลงทุนส่วนตัว การกู้ยืมระหว่างกัน เป็นต้น
เรื่องที่ 7 ข้อตกลงผู้ถือหุ้น (Ownership Agreement)
ประเด็นสำคัญในเรื่อง “หุ้น” จะมีหลักๆ อยู่ 2 หัวข้อ คือ การจัดสรรหุ้นให้กับสมาชิกครอบครัว และการคุมหุ้นให้ยังอยู่ในมือของคนในตระกูล ซึ่งทั้ง 2 เรื่องไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เรื่องการจัดสรรหุ้นมักจะถูกเชื่อมโยงไปสู่เรื่อง “ความยุติธรรม” ในการแบ่งหุ้น และเรื่องการคุมหุ้นให้อยู่ในครอบครัวก็มักจะไปพัวพันกับ “สิทธิที่พึ่งมีพึ่งได้” ของ “คนนอก” (เช่น เขย สะใภ้) ที่เผอิญได้รับหุ้นตกทอดมา และเมื่อโครงสร้างการถือหุ้นของธุรกิจครอบครัวมีความซับซ้อนมากขึ้น มีหลายบริษัทเข้ามาเกี่ยวข้อง หลายครอบครัวจึงหันไปปรับโครงสร้างการถือหุ้นของธุรกิจครอบครัวให้ง่ายขึ้น ชัดเจนขึ้น ด้วยโครงสร้างธุรกิจครอบครัวแบบ “โฮลดิ้ง” (Holding Company)
ปรัชญาการทำธุรกิจร่วมกันและการถือหุ้นร่วมกัน - ทำไมต้องมาทำธุรกิจร่วมกัน แยกกันไปทำดีกว่าหรือไม่
การจัดสรรหุ้น - กำหนดกติกาที่ชัดเจนในการจัดสรรหุ้น ใครบ้างที่มีสิทธิถือหุ้น? จะได้รับแบ่งหุ้นมากน้อยเท่าไหร่-เมื่อไหร่ ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ การถือหุ้นแทนครอบครัว หรือที่อ่อนไหวที่สุดก็คือ “การจัดสรรหุ้นใหม่” เป็นต้น
การคุมหุ้นให้อยู่ในครอบครัว - กติกาการซื้อขายหุ้นกิจการครอบครัวระหว่างกันในตระกูล การขายหุ้นให้บุคคลภายนอกครอบครัว ราคาซื้อ-ขายหุ้นการซื้อคืนหุ้นจากคนนอก เป็นต้น
เรื่องที่ 8 การเสริมสร้างสัมพันธ์ครอบครัว (Strengthening Family Relationship)
กติกาในเรื่องนี้มีเป้าหมายสูงสุดก็เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีและชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลไม่ให้เสียหาย ให้ครอบครัวเป็นสถานที่แห่งความสุข ความอบอุ่น มิใช่สมรภูมิแห่งความขัดแย้ง กติกาในส่วนนี้ประกอบไปด้วยหัวข้อย่อยที่สำคัญ 3 หัวข้อ ได้แก่
พฤติกรรมที่พึ่งปรารถนาของสมาชิก - ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของตระกูลโดยอาจอยู่ในรูปของ “สิ่งที่ควรกระทำ” และ “สิ่งที่ห้ามกระทำ” เป็นต้น
กุศโลบายในการผูกสัมพันธ์ในครอบครัว - เช่น การกำหนดกิจกรรมที่สมาชิกจะทำร่วมกันเป็นประจำ การฝึกงานร่วมกันของเหล่าทายาท ฯลฯ
การยึดถือข้อตกลงในธรรมนูญครอบครัวอย่างเคร่งครัด - นั่นคือการทำ “กฎให้เป็นกฎ” โดยไม่มุ่งจับผิดเพื่อลงโทษแต่มุ่งป้องกันเพื่อไม่ให้ทำผิด แต่หากยังทำผิดก็มีมาตรการลงโทษเพื่อให้หลาบจำ
เรื่องที่ 9 บัญชีทรัพย์สินครอบครัว (Family Assets)
นี่ไม่ใช่การตีแผ่ทรัพย์สินทุกอย่างที่คุณมี! แต่เป็นการระบุรายการทรัพย์สินเฉพาะที่คุณต้องการให้เป็นของ “ส่วนกลาง” และโครงสร้างการถือ “หุ้น” ในธุรกิจครอบครัวเท่านั้น ซึ่งได้แก่ทรัพย์สินดังต่อไปนี้
ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจครอบครัว เช่น ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานหรือสำนักงานของธุรกิจครอบครัว หรือตัวโรงงานหรือสำนักงานเอง หรือทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันของบริษัทครอบครัว ฯลฯ
ทรัพย์สินที่ต้องการให้เป็นสมบัติของตระกูลโดยไม่ต้องการให้สมาชิกคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของเพียงผู้เดียว
ทรัพย์ที่เป็นดอกผลของทรัพย์ส่วนกลางของครอบครัว
ทรัพย์สินที่ให้สมาชิก (บางคน) ถือแทนครอบครัว
หุ้นในธุรกิจของครอบครัว (อาจรวมไปถึงบริษัทลูกด้วย) เป็นต้น
เหตุผลสำคัญของการทำบัญชีทรัพย์สินของครอบครัวก็เพื่อให้เกิดความชัดเจน โปร่งใส แก่สมาชิกทุกคนว่าปัจจุบันครอบครัวมีทรัพย์สิน (หนี้สิน) อะไรบ้างที่สำคัญและเป็น “ส่วนกลาง” ของทุกๆ คน รวมถึงหุ้นที่สมาชิกแต่ละคนถือในกิจการของครอบครัวซึ่งการทำบัญชีทรัพย์สินนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการบริหารจัดการธุรกิจครอบครัวร่วมกันในระยะยาว ลดความคลางแคลงสงสัย และสร้างความเชื่อใจระหว่างกัน

โมเดล “บ้านธรรมนูญ” 261
ที่มา: Family Business Asia
และเมื่อเรารวมองค์ประกอบสำคัญทั้ง9 ส่วนของธรรมนูญครอบครัวเข้าด้วยกัน เราก็จะได้ “พิมพ์เขียว” ของ “ธรรมนูญครอบครัว” ที่จะสร้างกรอบและกติกาในการอยู่และทำงานร่วมกันในธุรกิจครอบครัว เพื่อช่วยลดความขัดแย้งพร้อมเพิ่มโอกาสรอดของธุรกิจครอบครัวที่เป็นรากฐานชีวิตของเรา
นวพล วิริยะกุลกิจ
ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว ผู้บริหารสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) และเป็นผู้อำนวยการร่วมของหลักสูตร “Happy Family, Healthy Business” โดยสถาบัน แฟมิลี่ บิสสิเนส เอเชีย และโรงเรียนพัฒนาผู้นำและสร้างสันติธรรม รักสคูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นวพล ได้ที่ nv@familybusinessasia.com
_pn.png)



ความคิดเห็น