top of page

เมื่อลูกไม่ได้ทะเลาะกันเรื่อง "มรดก" แต่เป็น "การดูแลพ่อแม่"!

  • waranyawongtang
  • 5 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที

เมื่อลูกๆ ไม่ได้ทะเลาะกันเรื่อง “เงิน”

แต่ทะเลาะกันเรื่อง “คุณ”!


ทำอย่างไรเมื่อ “ความกลัว” ที่สุดของผู้นำธุรกิจครอบครัวกลายเป็น “ความจริง” ในวันที่เขาทำอะไรไม่ได้แล้ว!


“Coming events cast their shadows before them.”

- Chinese Proverb


“ก็แม่ให้บ้านแก แกก็ต้องเป็นคนดูแลแม่ซิ”


คุณพ่อคุณแม่ที่เข้ามาปรึกษาผมมักจะกังวลว่าถ้าไม่แบ่งทรัพย์สินให้เรียบร้อย เดี๋ยวลูกๆ จะทะเลาะกัน ซึ่งสะท้อนถึงปรารถนาสุดท้ายของชีวิตที่ไม่อยากเห็นลูกทะเลาะกันในเรื่องเงินทอง โดยหารู้ไม่ว่าแม้จะจัดการเรื่องทรัพย์สินเงินทองเรียบร้อยแล้วก็ยังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่จะทำให้ลูกๆ ทะเลาะกันได้มากไม่แพ้กัน นั่นก็คือ “การดูแลพ่อแม่” ยามเจ็บไข้ชราภาพ แล้วเราควรทำอย่างไร? วันนี้ผมมีข้อคิด 5 ประการมาแชร์ครับ


1. ความคาดหวังที่แตกต่างของพ่อแม่

พ่อแม่หลายคนมองลูกเป็น Safety Net สำหรับชีวิตตนเอง ลูกเป็นเหมือนทั้งประกันชีวิตและประกันสุขภาพไปด้วยในตัว โดยอาจลืมไปว่าเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ลูกหรือเราใครจะไปก่อนกัน หรือลูกอาจจะไม่เอาไหน (มันต้องการเรามากกว่าเราต้องการมันซะอีก) หรือลูกอาจจะพิการเสียตาเสียขา หรืออีกหลาย ๆ อย่าง ซึ่งเป็นความไม่แน่นอนในชีวิตของคนทุกคน ดังนั้น การลด “ความคาดหวัง” ว่าลูกจะต้องเลี้ยงดูเรายามเจ็บไข้แก่ชราลงไป น่าจะทำให้คุณพ่อคุณแม่วางแผนชีวิตบั้นปลายได้ดีขึ้น 

แต่ในฐานะลูก คุณคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความคาดหวังของพ่อแม่ได้ คำถามต่อมาจึงอยู่ที่ว่า การดูแลพ่อแม่นั้น ต้องแค่ไหน? ต้องยังไง? ถึงจะเรียกได้ว่าดีแล้ว เต็มที่แล้ว


2. การดูแลพ่อแม่ไม่ใช่ต้องออกจากงานมาดูแล Full-time ถึงจะกตัญญู

ทุกคนมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบหลายอย่าง เพราะคนเราใส่ “หมวก” หลายใบ บางคนสวมหมวกเป็นสามี ในขณะที่เป็นพ่อของลูกตัวน้อย เป็นพี่ของน้องๆ เป็นพนักงานในบริษัท เป็นหัวหน้าของลูกน้อง และทุกคนก็ล้วนเป็นลูกของพ่อแม่ด้วย เมื่อมีหลายบทบาทเราจึงมีหลายหน้าที่ การทำหน้าที่ของตนเองให้ครบถ้วนในทุกๆ บทบาทจึงไม่ใช่เรื่องง่าย และโดยเฉพาะเมื่อพูดถึงการดูแลคุณพ่อคุณแม่ผู้ให้กำเนิด คำว่า “กตัญญู” จึงผูกติดกับการทำหน้าที่ “ดูแล” ท่านยามเจ็บไข้ได้ป่วยชราภาพอย่างเลี่ยงไม่ได้ 

การ “ดูแล” บิดามารดานั้น จริงๆ แล้วไม่ได้มีรูปแบบตายตัว ไม่ใช่ต้องลาออกจากงานมาเพื่อดูแลพ่อแม่เท่านั้นจึงจะเรียกได้ว่าเป็นลูกกตัญญู ไม่ใช่ต้องใช้เงินทองทั้งหมดเพื่อรักษาท่าน โดยทำให้ลูกเมียของตนเองต้องลำบากจึงจะถือว่าเป็นลูกกตัญญู ทุกอย่างคงต้องตั้งอยู่บน “ความพอดี” ไม่มากไม่น้อยไปตาม “กำลัง” ที่มีซึ่ง “กำลัง” นั้นประกอบไปด้วย “กำลังกาย” คือมีเรี่ยวแรง สุขภาพที่ดีไม่เจ็บป่วย “กำลังทรัพย์” คือ ฐานะหรือทุนทรัพย์ที่จะใช้จ่ายเพื่อดูแลบุพการี รวมถึงปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็คือ “เวลา” ที่จะใช้ในการดูแลคุณพ่อคุณแม่ 

หลายคนมีเงิน ไม่มีเวลา ก็สามารถใช้เงิน “ดูแล” พ่อแม่ได้ ซึ่งก็ไม่ผิดอะไร พี่น้องที่มีเงินน้อย เวลาเยอะ ก็อาจใช้เวลาซึ่งเป็นทุนที่ตัวเองมีในการดูแลพ่อแม่ ส่วนคนที่สุขภาพไม่ดี แม้จะมีเวลาก็ไม่สามารถดูแลใครได้นอกจากตัวเอง ก็อาจใช้เงินในการดูแลพ่อแม่ หรือแม้เพียงแค่ “โทรศัพท์” หากันพ่อแม่ก็ดีใจแล้ว

สำหรับลูกที่ไม่มีทั้ง 3 ปัจจัยล่ะ?

ผมคิดว่าลูกคนอื่นๆ ควรต้องพยายามเข้าใจและไม่กดดันพี่น้องคนนั้น เพราะเขาคงรู้สึกแย่กับตัวเองมากพอแล้ว แต่ก็ใช่ว่า “ลูกที่ไม่มี” นั้นจะไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะเขายังสามารถให้ “กำลังใจ” แก่พี่น้องคนอื่นที่ดูแลพ่อแม่ได้ ซึ่งจะเห็นจากหลายๆ บ้านที่ “เงิน” ไม่ใช่สิ่งที่ขาด แต่กลับเป็น “ใจ” ที่ขาดหายไป

สำหรับลูกคนเดียว ต้องบอกว่า คุณเป็นคนโชคดี ที่จะได้ทำบุญครั้งใหญ่โดยไม่มีใครมาแบ่งบุญของคุณเลย ลองดูว่ามีปัจจัยอะไรที่ใช้ดูแลพ่อแม่ได้บ้าง (เวลา เงิน กำลังกาย) แล้วจัดสรรให้เหมาะกับชีวิตของตัวเองโดยยึดหลักความพอดี ไม่เบียดเบียนใครให้ต้องเดือดร้อนน่าจะเป็นแนวทางในการดูแลคุณพ่อคุณแม่ที่เหมาะสม



ปัจจัยอย่างน้อย 3 ประการที่ใช้ดูแลพ่อแม่ยามเจ็บไข้ชราภาพ


3. พี่น้องต้องมาคุยกันให้ชัดว่าจะดูแลพ่อแม่ยังไง

โชคดีที่มีพี่น้อง? 

หลายครอบครัวอาจไม่คิดเช่นนั้น แต่สำหรับครอบครัวที่พ่อแม่มีลูกหลายคน อยากให้รู้ว่านี่เป็นอีกเรื่องที่พี่น้องจะต้องคุยกันให้ชัดเจน “การดูแลพ่อแม่” ในยามที่ท่านเจ็บไข้ได้ป่วยแก่ชรา ลูกๆ จะดูแลกันยังไง? จะแบ่งหน้าที่กันยังไง? ใครต้องทำอะไรบ้าง? อย่าปล่อยให้ความเกรงใจ ทำให้คุณต้องเดาความคิดของคนอื่นๆ เปิดใจคุยกันจะช่วยลดความขัดแย้งไปได้มาก ผมมี 3 คำถามที่คุณอาจใช้ในการคุยเรื่องนี้กันในครอบครัว

  1. ใครคิดอยากจะมีส่วนร่วมในการดูแลพ่อแม่บ้าง? ไม่มีใครผิดใครถูก พูดจากใจ ไม่กดดันกัน ไม่สามารถดูแลก็ไม่เป็นไร เข้าใจกัน

  2. คิดว่า “ตัวเอง” จะช่วยดูแลพ่อแม่ได้ยังไงบ้าง? ไม่ใช่บอกว่า คนอื่นควรทำอะไร บอกแค่ว่า “ตัวเอง” จะทำอะไร ได้แค่ไหน 

  3. ที่พูดมานั้น พอหรือยังที่จะดูแลบุพการีจนวาระสุดท้าย? ถ้ายังไม่พอ จะทำอย่างไรกันดี ช่วยกันคิดหาทางออก


ให้ลูกๆ ได้ผลัดกันพูด โดยพูดเน้นว่า “ตัวเอง” จะทำอะไรเพื่อดูแลคุณพ่อคุณแม่ ไม่ทำก็ไม่โกรธกัน และยอมรับว่าแต่ละคนนั้นคิดต่างกัน แน่นอนว่าต้องมีพี่น้องบางคนที่มองว่า “ไม่ใช่หน้าที่” ซึ่งผมอยากจะบอกว่าเราคงไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของใครได้ เอาเฉพาะคนที่คิดว่า “เป็นหน้าที่” มาช่วยกันจะพบว่าเราสามารถวางแผนได้ง่ายขึ้น แม้อาจเหนื่อยกายมากขึ้น แต่รับรองว่าจะสบายใจขึ้นมาก


4. แยกระหว่าง “มรดก” กับ “ความรับผิดชอบในฐานะลูก” ให้ชัดเจน

“ถ้าพ่อแม่ไม่ได้แบ่งทรัพย์สินให้คุณเลย...คุณจะไม่ดูแลท่านเลยหรือ?”

ถ้าคำตอบของคุณคือ “ไม่ว่ายังไงก็จะดูแลพ่อแม่” ผมถือว่าคุณสอบผ่าน คุณไม่สับสนระหว่างเรื่อง “มรดก” กับ “ความรับผิดชอบในฐานะลูก” แม้แต่น้อย คุณรู้ว่ามรดกเป็นทรัพย์สินที่พ่อแม่สร้างมา ท่านจะให้ใครก็เป็นสิทธิของท่าน และคุณก็พอใจแค่เพียงสิ่งที่พ่อแม่ให้เท่านั้นไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังใหญ่ ธุรกิจขึ้นหน้าขึ้นตา หรือเพียงความรู้ที่ท่านส่งเสียคุณเรียนมา 

แต่ถ้าคำตอบของคุณคือหนึ่งในคำตอบต่อไปนี้...

“ลูกคนไหนได้จากพ่อแม่มาก ก็ต้องดูแลท่านซิ” 

“คุณพ่อคุณแม่เคยบอกว่าจะให้บ้านหลังนี้กับลูกที่ดูแลยามแก่เฒ่า...” 

“พ่อแม่รักแกมากที่สุด ‘เป็นลูกรัก’ ก็ต้องดูแลพ่อแม่ซิ” 

“ตามธรรมเนียมแล้วพี่ชายคนโตก็ต้องเป็นคนดูแลพ่อแม่อยู่แล้วป่ะ?”

คุณเป็นคนที่มีหลักการ...ที่น่าเป็นห่วง คุณกำลังสับสนเพราะเอาเรื่องอื่นๆ มาผูกกับ“ความรับผิดชอบในฐานะลูก” คุณเข้าใจว่ามันเชื่อมโยงกัน เป็นเหตุเป็นผลกัน 

เป็นเรื่องเข้าใจได้ที่คนรุ่นพ่อแม่จะใช้ “มรดก” เป็นเครื่องมือดึงดูด เป็น Incentive ให้ลูกๆ มาดูแลในวันที่ท่านหยิบแก้วน้ำยังลำบาก และจริงๆ ท่านก็คงรู้ว่างานดูแลคนแก่มันหนักแค่ไหน จึงอยากจะช่วยลูกที่มาทำหน้าที่ตรงนี้ ซึ่งผมว่าไม่มีอะไรผิดที่พ่อแม่จะผูกเรื่อง “มรดก” เข้ากับ “หน้าที่ในการดูแลพ่อแม่” แต่ที่ผิดคือ “ลูก” ที่เข้าใจว่าสองเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกัน จะเป็นการดีกว่าถ้าลูกคนนั้นจะปรับความคิดนั้นเสียใหม่ตั้งแต่ตอนนี้


5. ดูแลพ่อแม่ให้ดีเพื่อความสุขของตัวเอง

ผมขอแสดงความเสียใจกับลูกทุกคนที่สามารถหาเหตุผลดีๆ ให้กับตัวเองในการไม่ดูแลคุณพ่อคุณแม่ เพราะสุดท้ายเมื่อเวลานั้นมาถึงคนที่จะเสียใจที่สุดคงไม่ใช่ลูกที่ได้ทำหน้าที่ของลูกอย่างเต็มที่แล้ว และผมขอเป็นกำลังใจให้ลูกๆ ที่ดูแลคุณพ่อคุณแม่ และผมขอให้ท่านหมั่นดูแลสุขภาพใจของตัวเองให้ดีด้วย

จริง ๆ แล้วผมมองว่า การดูแลพ่อแม่ให้ดีก็เพื่อความสุขของตัวลูกเองไม่ใช่ใครอื่น เพราะเมื่อวันนั้นมาถึง คุณจะสามารถมองกระจกแล้วบอกกับตัวเองได้ว่า “หนูได้ทำเต็มที่แล้ว”


สรุปข้อคิด

  1. ความคาดหวังของพ่อแม่ในแต่ละบ้านนั้นแตกต่างกัน บางคนหวังให้ลูกหลานต้องมาดูแล บางคนใจหวังแต่ปากแข็งบอกว่าไม่หวัง และบางคนก็ไม่ต้องการให้ลูกหลานต้องมาดูแลจริงๆ

  2. การดูแลบุพการีสามารถทำได้หลายวิธี บางคนมีเงินมากก็ใช้เงินดูแล บางคนมีเวลามากก็ใช้เวลาที่มีดูแล บางคนยังมีเรี่ยวแรงก็ใช้แรงกายดูแล ดูแลพ่อแม่ให้เหมาะกับสิ่งที่ตนมีให้พอดีๆ ไม่ไปเบียดเบียนใครคือทางสายกลาง

  3. ลูกๆ ต้องหันหน้ามาคุยกันว่าจะดูแลพ่อแม่อย่างไร ไม่พร้อมจะดูแลก็ไม่ผิด แต่ละคนเสนอตัวว่าจะช่วยอะไร ไม่ใช้วิธีชี้นิ้วว่าใครต้องทำอะไร

  4. ได้รับมรดกมากน้อยกับภาระในการดูแลพ่อแม่เป็นคนละเรื่องกัน สุดท้ายแล้วก็เป็นกรรมที่ “ใครทำใครได้” ขอให้ดีใจที่ได้เป็นคนดูแลท่านในห้วงเวลาที่ท่านต้องการเรามากที่สุด เพียงแต่คนที่ทำหน้าที่ตรงนี้ต้องดูแลใจและอารมณ์ให้ดี อย่าให้ความเครียดทำให้เราทำไม่ดีต่อคนที่เรารัก

  5. ดูแลพ่อแม่ให้ดีเพื่อความสุขของลูกเอง เพื่อทำให้คุณรู้สึกดีว่าได้ทำหน้าที่ลูกอย่างเต็มที่แล้ว และไม่มีอะไรติดค้างในใจอีก


Family Business Society / การเงินธนาคาร

ฉบับ 414 / ตุลาคม 2559

File: Fam Society 414



นวพล วิริยะกุลกิจ

ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว ผู้บริหารสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) และเป็นผู้อำนวยการร่วมของหลักสูตร “Happy Family, Healthy Business” โดยสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย และโรงเรียนพัฒนาผู้นำและสร้างสันติธรรม รักสคูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นวพล ได้ที่ nv@familybusinessasia.com และ Facebook Fanpage: Family Business Asia


 
 
 

ความคิดเห็น



© Family Business Asia
  • Facebook
  • Instagram
  • TikTok
  • Youtube
bottom of page