ความจริง 10 ข้อที่คุณควรรู้และยอมรับก่อนเขียนธรรมนูญครอบครัว
- Navaphol Viriyakunkit

- 23 มิ.ย.
- ยาว 2 นาที

การเขียนธรรมนูญครอบครัวก็ไม่ใช่เพื่อให้เกิดความยุติธรรม แต่เพื่อให้เกิด “กติกา” ที่ชัดเจนเป็นที่ยอมรับของทุกคน
นวพล วิริยะกุลกิจ
“ถ้าอยากจะไปเร็วให้ไปคนเดียว แต่ถ้าอยากจะไปไกลให้ไปด้วยกัน”
สุภาษิตแอฟริกา
ระยะหลังความสนใจต่อ “ธรรมนูญครอบครัว” หรือเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ว่า “กติกาในครอบครัว” นั้น เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลายครอบครัวได้ติดต่อผมและสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชียที่ผมเป็นที่ปรึกษาอยู่ให้เข้ามาช่วยเขียนธรรมนูญครอบครัว ซึ่งสถาบันเองก็ได้เข้าไปช่วยเหลือตั้งแต่การให้ความรู้ จัดกระบวนการประชุมครอบครัว ร่างธรรมนูญครอบครัวออกมา และแม้กระทั่งนำธรรมนูญนั้นไปจัดการให้มีผลทางกฎหมาย
ด้วยภารกิจนี้ทำให้ผมได้เข้าไปคลุกคลีกับครอบครัวต่างๆ ทั้งเล็ก-ใหญ่ อยู่ในธุรกิจที่แตกต่างหลากหลายได้เรียนรู้ปัญหา มุมมองและความคิดต่างๆ ของสมาชิกครอบครัวอย่างใกล้ชิด ซึ่งทำให้ผมเห็นถึงข้อเท็จจริงสำคัญหลายอย่างที่หากครอบครัวไม่เข้าใจ หรือเข้าใจแต่ไม่ยอมรับ ก็ยากที่จะเขียนธรรมนูญครอบครัวให้สำเร็จได้ ผมจึงสรุปออกมาเป็นข้อๆ ได้ทั้งหมด10 ข้อ ดังต่อไปนี้
1. “พ่อ-แม่ คือ กติกาที่มีชีวิต”
คนที่กำหนดกติกาขึ้นมาคนแรกของบ้านก็คือพ่อแม่ของพวกเรา “พี่น้องห้ามทะเลาะกัน” “พี่ต้องเสียสละให้น้อง” “เลิกเรียนแล้วต้องกลับมาช่วยงานที่บ้าน” “ห้ามเล่นการพนัน” “ต้องซื่อสัตย์กับลูกค้า” ฯลฯ กฎกติกาเหล่านี้คือสิ่งที่สมาชิกทุกคนต้องปฏิบัติตาม หากมีคำถามหรือมีปัญหาใดๆ พ่อแม่จะเป็นผู้ตอบและตัดสินให้ ถ้าเปรียบเทียบครอบครัวเป็นประเทศ พ่อแม่ก็คือ ผู้ที่ใช้อำนาจของทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการไปพร้อมๆ กัน ส่งผลให้สมาชิกในครอบครัวอยู่กันอย่างสงบภายใต้อำนาจสูงสุดของพ่อแม่
ดังนั้น การจะเขียน “ธรรมนูญครอบครัว” ให้สำเร็จจึงต้องได้รับการสนับสนุนจากพ่อแม่ แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้อยู่กับพวกเราแล้ว การเขียนธรรมนูญก็ต้องได้รับการสนับสนุนจาก “ผู้มีบารมีในครอบครัว” ซึ่งเป็นคนที่ถ้าพูดแล้วทุกคนจะฟัง เช่น ถ้าระหว่างพี่น้องก็อาจเป็นพี่ชายหรือพี่สาวคนโต หรือสมาชิกอาวุโสที่พี่น้องให้การยอมรับ
และต้องเข้าใจก่อนว่า “ธรรมนูญครอบครัว” จริงๆ แล้วก็คือ กติกาในการอยู่ร่วมกัน และทำงานร่วมกันของคนในครอบครัว ถ้าสมาชิกครอบครัวไม่ได้ต้องอยู่ร่วมกัน หรือไม่ต้องทำงานร่วมกันแล้ว ธรรมนูญครอบครัวก็จะมีความจำเป็นน้อยลง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่จำเป็นเลย เพราะแม้ไม่ได้อยู่ร่วมกันหรือทำงานร่วมกัน แต่ยังมี “ผลประโยชน์เชื่อมโยงกัน” เช่น แยกออกมาอยู่เองและไม่ได้ทำงานในธุรกิจครอบครัว แต่ยังถือหุ้นและรับเงินปันผล หรือแม้แต่การใช้ “นามสกุล” เดียวกัน พฤติกรรมไม่ดีของสมาชิกเพียงคนเดียวก็กระทบกับชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลได้ กติกาครอบครัวจึงยังคงมีความจำเป็นอยู่
2. “ไม่ใช่เรื่องว่า (พ่อแม่) จะรีไทร์เมื่อไหร่”
ใช่ครับ คุณพ่อคุณแม่จะอยู่กับพวกเราไปอีกนานและเขาก็รักงานของเขามากเสียด้วย แถมยังเป็นห่วงลูกๆ ด้วยว่าจะสามารถดูแลธุรกิจที่พวกเขาใช้เวลาสร้างมาทั้งชีวิตไหวหรือไม่? ถ้าพ่อแม่ของคุณรู้สึกว่าอยากจะพักผ่อนแล้วและมอบให้คุณบริหารกิจการอย่างอิสระก็ถือเป็นความโชคดีอย่างยิ่งของคุณ แต่แม้ไม่เป็นเช่นนั้นเพื่อนของผมคนหนึ่งละที่จะบอกว่า ยังไงพวกคุณก็ยังโชคดีที่มีพ่อแม่คอยทำให้หนักใจ เพราะคุณพ่อที่เป็นเสาหลักของครอบครัวของเพื่อนผมคนนี้เสียไปเมื่อเขาเพิ่งเริ่มเข้ามาทำธุรกิจที่บ้าน เขาจึงมีโรงงานและพนักงานเป็นครูของเขา
สำหรับพวกเราส่วนมากที่ยังคงต้องทำงานร่วมกันกับคุณพ่อคุณแม่ คำถามจึงไม่ใช่ว่าพวกเขาจะรีไทร์กันเมื่อไหร่ แต่น่าจะเป็นว่า “คนสองรุ่น” จะแบ่งหน้าที่กันอย่างไร เช่น บทบาทของพ่อแม่อาจเปลี่ยนจากผู้บริหารกลายเป็นที่ปรึกษา แล้วปล่อยให้ลูกๆ ได้แสดงฝีมือกันได้อย่างเต็มที่
สิ่งที่ผมได้เรียนรู้มาก็คือ “อย่าบอกให้พวกเขา (พ่อแม่) หยุด แต่บอกให้พวกเขาแบ่ง (งาน อำนาจการตัดสินใจ)” อาจจะค่อยๆ แบ่ง และให้เลือกที่จะทำงานเล็กๆ ความเสี่ยงต่ำก่อน ทำให้สำเร็จแล้วค่อยเขยิบไปทำภารกิจที่ยากและต้องรับผิดชอบมากขึ้นเรื่อยๆ และอย่าลืมเมื่อทำอะไรก็แล้วแต่สำเร็จ ผลงานเป็นที่ชื่นชม ต้องยกเครดิตให้คุณพ่อคุณแม่เสมอ โดยเฉพาะต่อหน้าลูกน้องหรือคนภายนอก เพราะนี่คือวิธีซื้อใจคุณพ่อคุณแม่ที่ได้ผลที่สุด
3. “ในธุรกิจครอบครัว “อารมณ์” ต้องมาก่อน “เหตุผล” เสมอ”
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? ก็เพราะในสมรภูมิอารมณ์และวาทะที่กำลังเดือดนั้น ต่างฝ่ายต่างก็ใช้ “เหตุผล” เป็นอาวุธโต้ตอบกัน ดังนั้น ยิ่งใช้เหตุผล อารมณ์ก็ยิ่งเดือด และแม้เหตุผลจะดีซักแค่ไหน แต่อีกฝ่ายก็คงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ดังนั้น เมื่อไฟกำลังโหมไหม้ เราจึงต้องเริ่มจากการดับไฟเสียก่อน ต้องมีคนหนึ่งเย็นลงให้ได้ก่อน การยอมไม่ได้แปลว่ายอมรับผิด แต่เพราะรู้ว่ามันไม่คุ้มที่จะชนะ ให้เราจัดการกับอารมณ์ก่อนจัดการอย่างอื่น ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ระบายจนพอใจ
เมื่อไฟมอดดับลงแล้ว จึงค่อยมาไล่เลียงเหตุผล พยายามเข้าใจถึงเหตุผลของกันและกัน เรียนรู้จากมันและหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือที่จะป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นอีก หรือหากเกิดขึ้นอีกก็จะไม่รุนแรงเหมือนเดิม ก็คือการกำหนด “กติกา” ขึ้นมานั่นเอง ธรรมนูญครอบครัวโดยมากก็มีจุดกำเนิดมาจากปัญหาจริงที่เกิดขึ้น เมื่อปัญหาคลี่คลาย ครอบครัวก็ถือเอาเป็นบทเรียนและสร้างกติกาครอบครัวขึ้นมาเพื่อป้องกันปัญหาไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำหรือรุนแรงเช่นเดิม
4. “ถ้าคุยกันน้อย ก็จะ “มโน” กันเยอะ”
นี่คือปัญหาพื้นฐานสุดคลาสสิกของธุรกิจครอบครัว ปัญหาเล็กน้อยจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ปัญหาใหญ่ก็จะยิ่งลุกลามวินาศสันตะโร บางครั้งครอบครัวมักคิดว่า “ยิ่งใกล้ ยิ่งเข้าใจ” ซึ่งผมพบว่า มันไม่จริงเลย คนที่นั่งทำงานอยู่ด้วยกันทุกวัน แต่ไม่เคยเข้าใจกันมีอยู่มากมาย สาเหตุสำคัญก็คือพวกเขา “ขาดการสื่อสารที่ดี” หลายคนคิดว่าก็คุยกันทุกวันจะเรียกว่าสื่อสารไม่ดีได้ยังไง?
หัวใจของการสื่อสารที่ดีคือต้อง “ฟัง” ถ้าแต่ละฝ่ายต่างพูดในสิ่งที่อยากจะให้อีกฝ่ายรับรู้แต่ไม่มีใครฟังใครเลย การสื่อสารนั้นก็ล้มเหลว แล้วจะให้เรียกว่าการสื่อสารประสบความสำเร็จได้อย่างไร? การสื่อสารที่ดีนั้นควรจะต้องเน้นไปที่ 3 ส่วน ได้แก่ (1) เน้นการรับฟังมากกว่าการพูด (2) เน้นการฟังเพื่อที่จะเข้าใจอีกฝ่ายมากกว่าเพื่อตัดสินผิดถูกหรือเพื่อจับผิด และ (3) เน้นฟังเพื่อเข้าใจ “ความรู้สึก” ที่อีกฝ่ายอาจจะไม่ได้พูดออกมา
แล้วจะต้องสื่อสารกันบ่อยแค่ไหนล่ะ วันๆ หนึ่งงานก็เยอะมากอยู่แล้ว? เราต้องถือว่าการสื่อสารเป็นอีก “งาน” หนึ่งที่คุณจะต้องทำ ไม่ใช่เลือกว่าจะทำหรือไม่ สื่อสารในวันนี้ให้ดีจะช่วยลดปัญหาในอนาคตได้มาก และจะช่วยประหยัดเวลาและประหยัดความรู้สึกที่ไม่ดีที่จะเกิดจากความไม่เข้าใจกันได้
5. “ความขัดแย้งเป็นเรื่องที่ดี”
คนส่วนมากไม่ชอบความขัดแย้ง ยิ่งในครอบครัวแล้ว หลายครั้งพวกเขาซุกความขัดแย้งเอาไว้ ซึ่งมันก็คือระเบิดเวลาดีๆ นั่นเอง เป็นเรื่องยากมากทีเดียวที่จะไม่ให้มีความขัดแย้งเกิดขึ้นแม้ในครอบครัวเดียวกัน แต่เราสามารถเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็น “บทเรียน” ที่ครอบครัวเรียนรู้ไปด้วยกัน ใช้ประโยชน์จากบทเรียนราคาแพงนี้ในการสร้างกติกาครอบครัวเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หลายคนบอกว่ากติกาที่ดีจะต้องถูกวางไว้ก่อนปัญหาจะเกิด ซึ่งจริงครับ แต่จะมีซักกี่ครั้งที่เราทำได้ กติกาส่วนใหญ่ในครอบครัวจึงเป็นผลมาจากปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต
แต่ครอบครัวก็สามารถสร้างกติกาขึ้นมาก่อนปัญหาจะเกิดขึ้นได้ด้วยการเรียนรู้จากครอบครัวอื่นๆ เรียนรู้ว่าครอบครัวอื่นเขามีปัญหาอะไรกัน และถ้าเป็นครอบครัวของเรา เราจะป้องกันปัญหานั้นๆ อย่างไร ซึ่งนี่ก็เป็นแนวทางที่ที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัวทำกัน นั่นคือการชี้ให้เห็นถึงปัญหาต่างๆ ที่มักเกิดขึ้นในธุรกิจครอบครัว แล้วชวนสมาชิกครอบครัวมาร่วมกันคิดเพื่อออกแบบ “กติกาครอบครัว” ที่จะช่วยป้องกันปัญหาเหล่านั้นก่อนที่มันจะเกิดขึ้น
6. “เลิกชี้นิ้ว…ทุกคนคือส่วนหนึ่งของปัญหา”
หลายครั้งจะพบว่า มีการชี้นิ้วไปที่สมาชิกบางคนว่าเป็นต้นเหตุของปัญหา ซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงที่ว่า “ใครเป็นคนผิด” เพราะสุดท้ายทุกคนก็ยังคงเป็นคนในครอบครัว ประเด็นอยู่ที่ว่าจะทำยังไงไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นอีก แล้วจะทำยังไงให้ทุกคนมองอดีตเป็นบทเรียน และมองไปข้างหน้าร่วมกัน เพราะถ้าทุกคนเริ่มมองว่าตนเองคือส่วนหนึ่งของปัญหา เขาก็จะเริ่มคิดที่จะแก้ปัญหา และเริ่มที่ตัวเองเป็นอันดับแรก ไม่มองว่าคนอื่นจะต้องทำก่อน คนอื่นจะต้องเปลี่ยนก่อน และสุดท้ายเอาจริงๆ ผมก็ยังไม่เคยเห็นใครจะเปลี่ยนใครได้ ยกเว้นคนๆ นั้นจะยอมรับและเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเขาเอง ดังนั้น อย่าคิดที่จะเปลี่ยนแปลงใครแต่ให้มองว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาแล้วเริ่มจากตัวเองจะดีกว่า ให้เราเป็นคนนับหนึ่งดีกว่าเยอะครับ
7. “อย่ายึดความยุติธรรม”
เพราะแต่ละคนมองความยุติธรรมไม่เหมือนกัน การแบ่งหุ้นให้ลูกๆ เท่ากันคือยุติธรรมหรือไม่? ให้เงินเดือนเท่ากันคือยุติธรรมหรือไม่? สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครตอบได้ เพราะความยุติธรรมมองได้จากหลายมุม พ่อแม่มีมุมมองหนึ่ง ลูกๆ มีอีกมุมมองหนึ่ง และจะยิ่งยุ่งเข้าไปใหญ่ถ้าเราผูกเรื่อง “ความยุติธรรม” เข้ากับ “ความรัก” ของพ่อแม่ ถ้าให้ไม่เท่ากันคือรักไม่เท่ากันใช่หรือไม่? หรือให้ไม่เท่ากันเพราะห่วงไม่เท่ากันกันแน่?
ดังนั้น “ความยุติธรรม” จึงไม่ใช่คำตอบของความสุขและความสงบในครอบครัว สมาชิกครอบครัวจะต้องเข้าใจในสิ่งนี้ การเขียนธรรมนูญครอบครัวก็ไม่ใช่เพื่อให้เกิดความยุติธรรม แต่เพื่อให้เกิด “กติกา” ที่ชัดเจนเป็นที่ยอมรับของทุกคน โดยปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การเขียนกติการ่วมกัน หรือธรรมนูญครอบครัวเป็นจริงได้จะอยู่บนพื้นฐานของ “ความเสียสละ” มากกว่า
โดยเริ่มจากคำถามที่ว่า “คุณจะให้อะไรกับครอบครัว” ก่อนที่จะถามว่า “คุณจะได้อะไรจากครอบครัว” คำถามหนึ่งที่น่าจะคุยกันในครอบครัวก่อนเรื่องการจัดการทรัพย์สมบัติต่างๆ ก็คือ “พวกเราจะดูแลพ่อแม่ (หรือผู้ใหญ่) ในครอบครัวกันอย่างไร?” คำถามวิเศษนี้ไม่เพียงแต่จะดีสำหรับครอบครัว แต่มันยังดีมากๆ สำหรับความรู้สึกของคุณเองด้วย
8. “มันมีมากกว่าเรื่องผลประโยชน์”
คนที่มองว่าการ “วางแผนสืบทอดธุรกิจครอบครัว” คือการจัดการเรื่องของสมบัติ มรดก หุ้น หรือผลประโยชน์ต่างๆ ถือว่าถูกแค่ครึ่งเดียว นั่นคือเหตุผลว่าทำไม “พินัยกรรม” หรือ “การวางแผนภาษี” อันชาญฉลาดจึงไม่ได้เป็นเครื่องการันตี “ความสุข” ของครอบครัวและ “ความยั่งยืน” ของธุรกิจ ครอบครัวยังต้องการ Non-asset Planning เช่น Leadership Planning (การวางแผนเปลี่ยนผ่านผู้นำธุรกิจและผู้นำครอบครัว) Family Bonding Management (การบริหารจัดการความสัมพันธ์ในครอบครัว) หรือ Family Decision Making Protocol (กระบวนการตัดสินใจร่วมกันในครอบครัว) เป็นต้น
เพราะนอกจากทรัพย์สินแล้ว สมาชิกครอบครัวที่ต้องอยู่ร่วมกันในบ้าน ต้องทำงานร่วมกันในธุรกิจ หรือต้องผูกพันกันในแง่มุมอื่นๆ ต่างมีมุมที่ครอบครัวจะต้องดูแลด้วย โดยเฉพาะ “ความรู้สึก” ของสมาชิกในครอบครัว การซ้อนทับของ “เงา” ในอดีตหลายต่อหลายชั้น เช่น ปมในวัยเด็ก บุคลิกภาพ-ความเชื่อที่แตกต่าง ประสบการณ์และการเลี้ยงดูที่ต่างกันอาจทำให้คนคิดต่างกันได้มาก และถ้าเป้าหมายของธุรกิจครอบครัวคือ “ความสุขร่วมกัน” แล้วละก็ การจัดการเรื่องที่ไม่ใช่ทรัพย์สิน (Non-asset Planning) จึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการจัดการเรื่องทรัพย์สินและผลประโยชน์อื่นๆ (Asset Planning)
9. “คนนอกคิดต่างจากเรา (มาก)!”
ถ้าแค่คนในครอบครัวเดียวกันยังคิดต่างกันได้มากขนาดนี้ คนที่มาจากต่างครอบครัว เช่น เขย สะใภ้ ที่ต่างทั้งการเลี้ยงดู ต่างทั้งสังคม ต่างความเชื่อ มาจากครอบครัวคนไทย ครอบครัวคนจีน ครอบครัวคนมีเงิน ครอบครัวคนชั้นกลาง ฯลฯ จะคิดต่างกันได้ขนาดไหน ความแตกต่างเหล่านี้เราอาจไม่รู้สึกมากเมื่อตอนที่ยังไม่ได้แต่งงาน แต่เมื่อเข้ามาอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน กลายมาเป็นสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัวแล้ว ความแตกต่างเหล่านี้จะแสดงตัวตนออกมาอย่างชัดเจน
การแสดงตัวตนของความต่างเหล่านี้มีทางออกอยู่ 2 ทาง ทางแรกคือ “ยอม” อยู่ใต้วัฒนธรรมของครอบครัวใหญ่ พวกเขาจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้อยู่ร่วมกันได้ หรือสอง “ไม่ยอม” พวกเขาจะพร้อมเผชิญหน้า ดื้อเงียบ หรือแยกตัวออกมา แต่ไม่ว่าสถานการณ์จะออกมาในรูปแบบไหน สิ่งที่ครอบครัวต้องรับรู้และยอมรับคือเราไม่สามารถที่จะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลยได้ ถ้าอยากจะอยู่ร่วมกันในระยะยาว
เขย สะใภ้ ไม่ได้ผิดที่คิดต่าง และการที่ครึ่งหนึ่งของทายาทรุ่นต่อไปของครอบครัวเราก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของคนนอกครอบครัว ครอบครัวจึงต้องยอมรับถึงความคิดและตัวตนที่แตกต่างของเขยและสะใภ้ การจะกำหนดกติกาในครอบครัวอะไรก็แล้วแต่จึงควรชวนพวกเขาเหล่านั้นเข้ามาร่วมด้วย การเขียนธรรมนูญครอบครัวก็ไม่มีข้อยกเว้น เพียงแต่เขย-สะใภ้ ควรจะเข้ามาในช่วงเวลาใดนั้น ก็เป็นสิ่งที่ครอบครัวจะต้องมาหารือกัน
10. “คุณจะใช้เวลาในการเขียนธรรมนูญ “น้อยกว่า” ใช้เวลาในการแก้ปัญหา”
การเขียน “ธรรมนูญครอบครัว” นั้นเปรียบเสมือนการลงทุน ครอบครัวต้องลงแรง ลงเวลา และบางครั้งลงเงินเพื่อให้มันเกิดขึ้น โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ “ความสุข” ของคนในครอบครัว และ “ความยั่งยืน” ของธุรกิจที่คนรุ่นก่อนได้วางรากฐานให้มา
ในการเขียนธรรมนูญครอบครัวโดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือนถึงหนึ่งปี ซึ่งก็ใช้เวลาพอสมควร แต่ก็เทียบไม่ได้กับเวลาที่อาจจะต้องเสียไปในการทะเลาะเบาะแว้ง ไม่เข้าใจกัน ผิดใจกัน ซึ่งในหลายครอบครัวความขัดแย้งอาจกินเวลายาวนานเกือบทั้งชีวิตของพวกเขา อย่าปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับครอบครัวของคุณ เราเห็นตัวอย่างกันมามากเกินไปแล้วครับ
Family Business Society / การเงินธนาคาร
ฉบับ 406 / กุมภาพันธ์ 2559
File: fam society 406
นวพล วิริยะกุลกิจ
ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว ผู้บริหารสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) ผู้แต่งหนังสือ “สืบทอดธุรกิจครอบครัวอย่างยั่งยืน” (2552)และ “ธรรมนูญครอบครัว: เขียนอย่างไรให้สำเร็จ” (2557)แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นวพล ได้ที่ jaynavaphol@gmail.com
_pn.png)



ความคิดเห็น