top of page

ถอดบทเรียนธุรกิจครอบครัวในวันฝนซา



ธุรกิจครอบครัวในวันฝนซา


“คือต้องเข้าใจว่า ก่อนที่เราจะคิดไปเปลี่ยนแปลงใคร ผมว่าเราน่าจะเปลี่ยนตัวของเราเองก่อน โดยเฉพาะเรื่อง “ทัศนคติ” ผมเริ่มจากการเปลี่ยนความคิดของตัวเองก่อนจะไปเปลี่ยนความคิดของคุณพ่อหรือพี่น้องคนอื่นๆ”


โดย นวพล วิริยะกุลกิจ


“สำหรับผม ธุรกิจครอบครัวสอนผมเรื่องความอดทน ถ้าขาดสิ่งนี้ ผมคงจะออกจากธุรกิจครอบครัวไปนานแล้ว” “ความอดทนเพื่อจะพิสูจน์ตัวเอง (กับพ่อแม่) คือแรงขับดันของผม”


“และถ้าผมจะฝากอะไรถึงคุณพ่อคุณแม่ของครอบครัวอื่นๆ ได้ซักอย่าง ผมอยากจะฝากให้ท่านเปิดช่องให้ลูกๆ ของท่านได้แสดงฝีมือ ซึ่งนั้นจะทำให้พวกเขาได้เติบโตอย่างแท้จริง” “คิดต่างกันให้มาร่วมกัน คุณพ่อคุณแม่มีประสบการณ์ ลูกๆ มีพลังล้นเหลือ...แต่ก็ต้องรู้จักฟังคนอื่นด้วย” 


บทเรียนการสืบทอดธุรกิจครอบครัวของผู้นำรุ่นใหม่ที่ผ่านสมรภูมิมา (สักพัก) แล้ว

“To be trusted is a greater compliment than being loved.” 

- George MacDonald


Cr. ภาพ นวพล วิริยะกุลกิจ


“ถ้าย้อนเวลาได้ คุณคิดจะเปลี่ยนแปลงอะไร?” 

ผมตั้งคำถามต่อ “คุณต้น” ทายาทธุรกิจครอบครัววัยสี่สิบต้นๆ ที่ผมเผอิญได้สนทนาด้วยในช่วงบ่ายวันหนึ่ง ปัจจุบัน คุณต้นเป็นผู้บริหารสูงสุดของธุรกิจครอบครัวชั้นนำแห่งหนึ่งของไทย ที่สำคัญ คุณต้นเป็นผู้บริหาร “สูงสุด” จริงๆ ไม่ใช่แค่ตำแหน่งเพราะตอนนี้คุณพ่อคุณแม่วางมืออย่างจริงจังไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวในเรื่องการบริหารงานนานแล้ว


ทะเลาะกันได้...แต่อย่าให้รุนแรงและบานปลาย

“ผมคงไม่ทำให้เกิดการทะเลาะกันอย่างรุนแรง เพราะสุดท้ายแล้วชีวิตก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าครอบครัว” คุณต้นตอบคำถามของผมด้วยนัยน์ตาที่เหมือนกำลังย้อนคิดไปถึงความขัดแย้งในอดีตที่ทำให้การกินข้าวร่วมกันของครอบครัวทุกวันอาทิตย์เปลี่ยนจากช่วงเวลาแห่งความสุขเป็นช่วงเวลาแห่งความอึดอัด 

“ผมเห็นด้วยกับคุณต้นนะ” “วิน” ทายาทธุรกิจครอบครัวอีกท่านที่ “ชนะใจ” พ่อแม่แล้วเช่นกันให้ความคิดเห็น “คนในครอบครัวอาจจะทะเลาะกันได้ แต่อย่าให้รุนแรงและอย่าให้บานปลาย” จริงๆ แล้วถ้าครอบครัวสามารถควบคุมความขัดแย้งทางความคิดไม่ให้บานปลายกลายเป็นความรุนแรงได้อย่างที่คุณวินว่า ครอบครัวจะได้ประโยชน์อย่างมากจากความขัดแย้งนั้น เพราะมันจะทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้นเมื่อผ่านพ้นมันไป 

แม้แต่นักสันติวิธีอย่าง ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ อาจารย์ของผมก็ยังสนับสนุนให้คนทะเลาะกัน ท่านไม่เคยมองว่าความขัดแย้ง หรือการทะเลาะกันเป็นสิ่งไม่ดี ท่านมองว่ามันเป็น “เรื่องปกติ” ตราบใดที่เราไม่ปล่อยให้มันพัฒนากลายเป็นความรุนแรง 

ความขัดแย้งในครั้งนั้นระหว่าง “คุณต้น” กับครอบครัวลากยาวนานหลายปีแต่จบลงด้วยการที่ทั้งสองฝ่ายยอมอ่อนเข้าหากัน ยอมรับฟังความเห็นที่ต่างกันและหาทางออกที่ทั้งสองฝ่าย‘ยอมรับ’ ได้ โดยมีคุณพ่อเป็นส่วนหนึ่งของคนที่ยอม “อ่อนลง” เพื่อประคองให้ครอบครัวสามารถเดินไปด้วยกันได้

มื้อเย็นร่วมกันของวันอาทิตย์นั้นช่างเอร็ดอร่อยเสียเหลือเกิน


ทายาทต้องปรับทัศนคติตัวเองก่อน

“คุณต้นกำลังจะบอกผมว่าคนทั้งสองเจเนอเรชั่นจะต้องพยายามปรับตัวเข้าหากัน แต่หลายๆ ครอบครัวอาจจะไม่ได้โชคดีขนาดนั้นนะ (ที่ผู้ใหญ่จะยอมอ่อนให้)” ผมถามคุณต้นต่อ “ใช่ครับ ต้องถือว่าเป็นโชคดีของผม...แต่ส่วนหนึ่งของโชคก็มาจาก ‘การเปลี่ยน’ ของตัวเราเองด้วย”

“คือต้องเข้าใจว่า ก่อนที่เราจะคิดไปเปลี่ยนแปลงใคร ผมว่าเราน่าจะเปลี่ยนตัวของเราเองก่อน โดยเฉพาะเรื่อง ‘ทัศนคติ’ ผมเริ่มจากการเปลี่ยนความคิดของตัวเองก่อนจะไปเปลี่ยนความคิดของคุณพ่อหรือพี่น้องคนอื่นๆ” คุณต้นตอบคำถามของผมด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่หนักแน่น

“คิดเหมือนกัน...สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการทำงานในธุรกิจครอบครัวก็คือ ‘การปรับทัศนคติของตัวเอง’” คุณวินให้ความเห็นเสริม“ผมเรียนรู้ที่จะมองทุกอย่างในด้านบวก ถ้าถูกต่อว่าจากคุณพ่อคุณแม่ก็ให้มองว่าได้เรียนรู้ คือได้เรียนลัดจากประสบการณ์หลายสิบปีของท่าน...แม้ว่ามันอาจจะเป็นคำพูดที่ไม่ได้เพราะเสนาะหูนักก็ตาม” “คือเราต้องเข้าใจก่อนว่า คนเราคิดแตกต่างกัน การเห็นต่างกันทำให้เราได้มุมมองใหม่ๆ ที่จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้น พ่อแม่เห็นต่างกับเราจึงทำให้เราได้ไตร่ตรองความคิดของเราอีกครั้งให้รอบคอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี” คุณต้นให้ความเห็นเพิ่มเติม

“ต้องเข้าใจอีกว่า คุณพ่อคุณแม่ ไม่ได้เกิดมาเป็นครู” “ดังนั้น หากเราจะมานั่งวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำไมพ่อแม่ไม่ทำอย่างนั้น ไม่พูดอย่างนี้ ไม่สอนอย่างนั้น อาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องนัก” คุณวินยกประเด็นเรื่องที่ทำให้ทายาทธุรกิจครอบครัวหลายต่อหลายคนต้องปวดใจเมื่อถูกพ่อแม่ต่อว่าต่อขาน


อุปสรรคนั้นมีอยู่ตลอดเวลา...ดังนั้น มันจึงไม่ใช่ปัญหา!

“อะไรคืออุปสรรคครั้งสำคัญในช่วงที่ผ่านมาในฐานะทายาทธุรกิจครอบครัว?” ผมยิงคำถามต่อ

“อุปสรรคมีอยู่ตลอดครับ ที่สำคัญคือ ต้องตั้งสติให้ดี” คุณวินตอบอย่างรวดเร็ว “อุปสรรคเมื่อมีอยู่ตลอดเวลา อุปสรรคจึงไม่ใช่ปัญหาแต่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางที่เราจะต้องก้าวข้ามไป” คุณต้นแชร์แนวคิดที่น่าสนใจที่สะท้อนการ ‘คิดบวก’ ของคนทั้งคู่

“ย้อนกลับไปว่า...ทำไมทั้งสองคนถึงเลือกที่จะเข้ามาทำงานในธุรกิจครอบครัว?”

“เป็นอุบัติเหตุครับ...คือมันเป็นอุบัติเหตุจริงๆ! คุณแม่ผมประสบอุบัติเหตุ ผมจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเข้ามาช่วยท่านในช่วงที่ท่านยังไม่หายดี แต่จากวันนั้นก็ยาวมาจนถึงทุกวันนี้ก็ประมาณ 16 ปีล่ะ” คุณวินแชร์ประสบการณ์จับพลัดจับผลูที่ทำให้ต้องมาทำงานในธุรกิจครอบครัว 

“ส่วนผมนี่เรียนจบก็ถูกเรียกตัวให้เข้ามาช่วยกิจการที่บ้านทันที ไม่ได้มีโอกาสไปทำงานเรียนรู้จากที่อื่นเลย และพอเข้ามาก็อย่างที่คุณวินพูด พ่อแม่ไม่ได้เกิดมาเป็นครู ผมจึงต้องใช้วิธีเรียนรู้ด้วยตัวเอง เรียนรู้จากทุกคนที่อยู่รอบข้าง ไม่ได้มีใครมานั่งสอนงาน” เห็นทีทายาทธุรกิจครอบครัวของเราจะต้องฝึกฝนสกิล “ครูพักลักจำ” กันให้ดี


ธุรกิจครอบครัวสอนให้รู้จักรับผิดชอบและมีความอดทน

“ประสบการณ์จากการที่ได้ทำงานในธุรกิจครอบครัว สอนอะไรคุณบ้าง?” ผมถามเพื่อนทั้งสองคน

“สำหรับผมมันคือความรับผิดชอบ มันเป็นความรับผิดชอบมาตั้งแต่ต้นและก็ยังคือสิ่งนั้นจนถึงทุกวันนี้” คุณวินแชร์ความคิดที่ทายาทหลายๆ คนน่าจะเข้าใจกันได้ไม่ยาก “สำหรับผม ธุรกิจครอบครัวสอนผมเรื่องความอดทน ถ้าขาดสิ่งนี้ ผมคงจะออกจากธุรกิจครอบครัวไปนานแล้ว” “ความอดทนเพื่อจะพิสูจน์ตัวเอง (กับพ่อแม่) คือแรงขับดันของผม” 

“และถ้าผมจะฝากอะไรถึงคุณพ่อคุณแม่ของครอบครัวอื่นๆ ได้ซักอย่าง ผมอยากจะฝากให้ท่านเปิดช่องให้ลูกๆ ของท่านได้แสดงฝีมือ ซึ่งนั้นจะทำให้พวกเขาได้เติบโตอย่างแท้จริง” “คิดต่างกันให้มาร่วมกัน คุณพ่อคุณแม่มีประสบการณ์ ลูกๆ มีพลังล้นเหลือ...แต่ก็ต้องรู้จักฟังคนอื่นด้วย” คุณต้นฝากข้อคิดไปถึงคนทั้งสองเจเนอเรชั่น


“ชนะใจพ่อแม่” เป็น Long-term Project

มาถึงคำถามที่ผมอยากรู้และคิดว่าทายาทธุรกิจครอบครัวหลายคนก็คงอยากจะรู้เหมือนกัน “ใช้เวลานานแค่ไหนในการ “ชนะใจ” พ่อแม่?” เพื่อนทั้งสองคนนั่งนิ่งกันไปซักพัก สายตามองขึ้นฟ้า ดูเหมือนกำลังใช้พลังความคิดกันอย่างเต็มที่คุณต้นตอบก่อนเป็นคนแรก “ผมคิดว่าน่าจะประมาณ 10 ปีหลังจากเริ่มเข้ามาทำงานที่บ้าน...คือที่คิดว่าชนะใจเค้าได้แล้วก็คือ ปีนั้นคุณพ่อคุณแม่ไปเที่ยวกัน 9 ครั้ง! ก็เลยคิดว่า เขาคงไว้ใจเราแล้วล่ะ” คุณต้นกล่าวด้วยใบหน้าเจือรอยยิ้ม 

น่าสนใจมาก! ผมคิดในใจ...ถือเป็น “ตัวชี้วัดความไว้วางใจ” ของพ่อแม่ที่มีต่อทายาทรุ่นใหม่ที่น่าสนใจเลยทีเดียว คุณวินตามมาด้วยตัวเลขคร่าวๆ ที่ 6-11 ปี ผมคิดจะถามคุณวินต่อว่าคุณพ่อคุณแม่เริ่มไปเที่ยวถี่ๆ ในปีไหนเพื่อให้ได้ตัวเลขที่ชัดเจนซักตัวหนึ่ง แต่หยุดไว้ที่ตรงนั้นไม่ได้ถามออกไปเพราะคิดว่ายังไงตัวเลขก็คงไม่ได้ลดไปกว่านี้ซักเท่าไหร่ 

สารถึงทายาทธุรกิจรุ่นใหม่จากพี่ๆ 2 คนที่ผ่านมาแล้วกับ ‘สมรภูมิ’ ที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ปมขัดแย้ง และอุปสรรคต่างๆ มากมายแต่เมื่อวันที่ฝนซาฟ้าใส...ในบ่ายวันนั้นที่เราได้มานั่งคุยกัน ผมได้เห็นแววตาของผู้นำรุ่นใหม่ที่มีความสุขคละเคล้ากับความภูมิใจที่ได้ทำงานในธุรกิจครอบครัวของพวกเขา 


สรุปประเด็นสำคัญ

  1. อุปสรรคนั้นมีอยู่ตลอดเวลา...ดังนั้น มันจึงไม่ใช่ปัญหา!

  2. ทายาทต้องเริ่มจากปรับทัศนคติของตัวเองก่อนโดยเฉพาะการ “คิดบวก”

  3. “ความขัดแย้ง” เป็นเรื่องปกติ ทะเลาะกันได้...แต่อย่าให้รุนแรงบานปลาย

  4. ธุรกิจครอบครัวสอนให้รู้จัก “รับผิดชอบ” และมีความ “อดทน”

  5. “ชนะใจพ่อแม่” เป็น Long-term Project ที่มีโอกาสสำเร็จสูงถ้าไม่ถอดใจไปเสียก่อน



Family Business Society / การเงินธนาคาร

ฉบับ 410 / มิถุนายน 2559

File: Fam Society 410


นวพล วิริยะกุลกิจ

ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว ผู้บริหารสถาบันธุรกิจครอบครัวแห่งเอเชีย (Family Business Asia) และเป็นผู้อำนวยการร่วมของหลักสูตร “Happy Family, Healthy Business” โดยสถาบัน แฟมิลี่ บิสสิเนส เอเชีย และโรงเรียนพัฒนาผู้นำและสร้างสันติธรรม รักสคูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นวพล ได้ที่ nv@familybusinessasia.com


 
 
 

ความคิดเห็น



© Family Business Asia
  • Facebook
  • Instagram
  • TikTok
  • Youtube
bottom of page