ธุรกิจครอบครัวล็อตเต้ : สวนสนุกที่ชักไม่สนุก
- Navaphol Viriyakunkit

- 28 พ.ค.
- ยาว 2 นาที

ธุรกิจครอบครัวจำนวนมากในเอเชียตะวันออกต่างก็มีวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญต่อผู้อาวุโสแต่กลับขาดระบบในการสร้างผู้บริหารรุ่นต่อไปขึ้นมาทดแทน ทำให้ผู้นำธุรกิจครอบครัวหลายต่อหลายคนต่างอยู่ในอำนาจจนมีอายุถึง80-90 ปี
นวพล วิริยะกุลกิจ
โปรย 1. จากกลุ่มธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่ 40 แห่งในเกาหลีใต้ มีจำนวนถึง 18 กลุ่มที่มีความขัดแย้งในการสืบทอดกิจการ เช่น กรณีของฮุนไดกรุ๊ป ที่ความขัดแย้งระหว่างลูกๆ ของผู้ก่อตั้งธุรกิจนำไปสู่การแบ่งธุรกิจออกเป็น 3 ส่วน
“ผมเชื่อว่าเราไม่ควรที่จะเชื่อมโยงการบริหารธุรกิจเข้ากับครอบครัว”
ชิน ดองบิน, ซีอีโอ Lotte Holdings
ข่าวการแย่งชิงอำนาจในการบริหารกลุ่มธุรกิจล็อตเต้ของเกาหลีใต้กำลังเป็นที่สนใจของชาวโลกเมื่อพี่น้องร่วมสายเลือดรวมถึงพ่อผู้ก่อตั้งธุรกิจของครอบครัวกำลังตกอยู่ในความขัดแย้งที่ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะก็ต้องบอบช้ำกันทั้งตระกูล
เค้าลางของความขัดแย้งได้เริ่มปรากฏต่อสาธารณะเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2558 เมื่อ ชิน กุ๊กโฮ (Shin Kyuk-ho) ผู้เป็นพ่อตัดสินใจ “ปลด” ชิน ดองจู (Shin Dong-joo) ลูกชายคนโต ออกจากตำแหน่งรองประธานบริษัทล็อตเต้โฮลดิ้ง ทุกคนเข้าใจว่า ชิน กุ๊กโฮ คงกำลังเตรียมการที่จะมอบอำนาจในการบริหารธุรกิจ (Management Control) ในเครือให้กับ ชิน ดองบิน (Shin Dong-bin) ลูกชายคนเล็ก เป็นผู้รับช่วงต่อ เนื่องจากตัวเขาเองก็มีอายุมากถึง 92 ปีแล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “หนึ่งล็อตเต้ หนึ่งผู้นำ”
แต่เหตุการณ์ต่อมาในวันที่ 27 กรกฎาคม ก็ทำให้ทุกคนในบอร์ดต้องตกตะลึงเมื่อ ดองจู พี่ชายคนโตที่ถูกปลดออกไปแล้วได้เข็นรถเข็นของพ่อเข้ามาในห้องประชุมบอร์ดที่กำลังประชุมกันอยู่ และ กุ๊กโฮ ได้ประกาศไล่กรรมการทั้ง 6 คน ซึ่งรวมถึง ดองบิน ลูกชายคนเล็กที่เป็นซีอีโอของบริษัทออก
ในวันถัดมา เพื่อเป็นการแก้เกม ดองบิน ได้เรียกประชุมคณะกรรมการบริษัทและมีมติ “ปลด” ชิน กุ๊กโฮ ผู้พ่อ ออกจากตำแหน่งประธานบริษัท และแต่งตั้งให้เป็นเพียง “ประธานกิตติมศักดิ์” ซึ่งทำให้ กุ๊กโฮ ผู้ก่อตั้งธุรกิจล็อตเต้ไม่สามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจใดๆ ทางธุรกิจต่อไปได้อีก โดยให้เหตุผลว่า ดองจู ผู้พี่ได้ใช้กลอุบายหลอกล่อให้พ่อซึ่งมีอายุมากแล้วไล่กรรมการบริษัทออก ขณะที่ ดองจู ผู้พี่ ก็ได้ให้สัมภาษณ์ตอบโต้ข้อกล่าวหาแก่สื่อมวลชนว่าคุณพ่อของเขานั้นยังมีสติสัมประชัญญะสมบูรณ์ แต่ที่ต้องปลด ดองบิน ออกนั้นก็เป็นเพราะ ดองบิน ผู้น้อง ซึ่งเป็นผู้ดูแลธุรกิจในเครือที่อยู่ในเกาหลีใต้นั้นละเลยที่จะรายงานผลการดำเนินงานของธุรกิจในเกาหลีใต้และจีนให้คุณพ่อทราบ
หลังจากนั้นไม่นาน กุ๊กโฮ ผู้พ่อ ก็ได้มีแถลงการณ์ทางทีวีประกาศชัดว่า ดองบิน ลูกชายคนเล็กของเขานั้นไม่มีอำนาจใดๆ ในบริษัทอีกต่อไปและกล่าวว่า ดองบิน ปิดบังข้อมูลทางธุรกิจไม่ให้เขารับรู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เข้าใจและรับไม่ได้ ซึ่งตัวแทนของฝ่าย ดองบิน ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยกล่าวว่า ดองจู นั่นแหละที่เป็นผู้ที่ปกปิดการลงทุนที่ล้มเหลวในญี่ปุ่นต่อคุณพ่อ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ ดองจู ถูกปลดเมื่อเดือนมกราคม ดองจู ตอบโต้กลับและสัญญาว่าจะทำให้คุณพ่อกลับคืนสู่ตำแหน่งประธานบริษัทอีกครั้งให้ได้
ความขัดแย้งดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงเดือนสิงหาคม มติที่ประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทโฮลดิ้งของล็อตเต้กรุ๊ปได้ให้การรับรองแผนการบริหารงานที่นำโดย ดองบิน ผู้น้อง ซีอีโอคนปัจจุบัน มติดังกล่าวทำให้ตัวเขาและกรรมการในบอร์ดคงอำนาจบริหารธุรกิจในเครือล็อตเต้ต่อไป และดูเหมือนว่าในเชิงบริหาร ธุรกิจของล็อตเต้จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่มีปัญหาภายใต้การนำของ ดองบิน แต่คำถามก็คือ อะไรคือช็อตต่อไปของความขัดแย้งนี้ การช่วงชิงอำนาจในการบริหารล็อตเต้ยังคงไม่จบลงง่ายๆ เมื่อ กุ๊กโฮ ผู้พ่อและ ดองจู ผู้พี่ ก็ยังคงอยู่ ความเสี่ยงของปัญหาที่อาจจะประทุขึ้นมาอีกจึงยังมีอยู่สูง
“ผมต้องขออภัยเป็นอย่างสูงที่ทำให้เกิดความยากลำบากแก่ธุรกิจต่างๆ ซึ่งเป็นผลมาจากความขัดแย้งในครอบครัวของผม ผมเชื่อว่าเราไม่ควรที่จะเชื่อมโยงการบริหารธุรกิจเข้ากับครอบครัวเลย” ดองบิน กล่าวในระหว่างการให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน ครอบครัวชิน และเครือธุรกิจล็อตเต้ยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันเพื่อให้เกิดการปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความชัดเจนในการบริหารงาน และโครงสร้างการถือหุ้นจากในปัจจุบันที่ยังมีการถือหุ้นไขว้กันไปมาระหว่างธุรกิจต่างๆ ในเครือจนยากที่จะรู้ได้ว่าอำนาจในการบริหารที่แท้จริงอยู่ในมือใคร
ชิน กุ๊กโฮ และกลุ่มธุรกิจ LOTTE
ชิน กุ๊กโฮ ก่อตั้งธุรกิจล็อตเต้เมื่อปี พ.ศ.2491 (ค.ส.1948) หรือเกือบ 70 ปีก่อน ที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาได้ขยายธุรกิจไปทั้งในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และหลายประเทศในเอเชีย ปัจจุบันรายได้ประมาณ 80% ของรายได้ทั้งหมดในเครือ (ประมาณ 70,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี) มาจากธุรกิจในเกาหลีใต้ ล็อตเต้ทำธุรกิจหลากหลายครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจขนมหวานในญี่ปุ่น เชนร้านค้าปลีกเช่นซุปเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้ โรงแรม โรงภาพยนตร์ ธุรกิจการเงิน แฟรนไชร์ร้านอาหาร เช่น คริสปี้ครีม และ TGI Fridays ทีมเบสบอล 2 ทีมในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ และเป็นเจ้าของตึกที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้ (กำหนดก่อสร้างเสร็จในปี พ.ศ.2559) รวมทั้งเป็นเจ้าของ Lotte World สวนสนุกในร่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ปัจจุบันล็อตเต้ถือเป็นกลุ่มธุรกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของเกาหลีใต้ การบริหารธุรกิจในญี่ปุ่นเมื่อก่อนเคยอยู่ภายใต้การดูแลของ ดองจู ลูกชายคนโต (61 ปี) แต่ได้เปลี่ยนไปหลัง ดองจู ถูกปลดออกจากบอร์ดในเดือนมกราคม พ.ศ.2558 ในขณะที่การบริหารธุรกิจในเกาหลีและประเทศอื่นๆ จะอยู่ภายใต้การดูแลของ ดองบิน ลูกชายคนเล็ก (60 ปี) ปัจจุบันบริษัทโฮลดิ้งคัมปานีของล็อตเต้ตั้งอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นสถานที่ๆ พวกเขาทั้งสองถือกำเนิด
ส่วนตัว กุ๊กโฮ เกิดที่เกาหลีในปี พ.ศ.2465 ในช่วงที่ญี่ปุ่นยังคงยึดครองเกาหลีอยู่ เขาย้ายไปประเทศญี่ปุ่นเพื่อศึกษาต่อก่อนจะก่อตั้งธุรกิจล็อตเต้เพื่อขายหมากฝรั่งในช่วงญี่ปุ่นหลังสงคราม ธุรกิจได้เติบโตจนขยายไปยังเกาหลีและหลายประเทศในเอเชียในระยะต่อมา พนักงานและผู้บริหารที่เคยร่วมงานกับ กุ๊กโฮ กล่าวถึงเขาว่ามีลักษณะของความเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง แบบ Top-down เขาเป็นผู้นำที่ต้องการอำนาจการตัดสินใจสูงสุด
ความขัดแย้งของสองพี่น้องตระกูลชินเป็นหนึ่งในความขัดแย้งจำนวนมากของครอบครัวธุรกิจขนาดใหญ่ของเกาหลีใต้ในช่วงที่ผ่านมา ข้อมูลจาก Chaebol.com พบว่า จากกลุ่มธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่ 40 แห่งในเกาหลีใต้ มีจำนวนถึง 18 กลุ่มที่มีความขัดแย้งในการสืบทอดกิจการ เช่น กรณีของฮุนไดกรุ๊ป ที่ความขัดแย้งระหว่างลูกๆ ของผู้ก่อตั้งธุรกิจนำไปสู่การแบ่งธุรกิจออกเป็น 3 ส่วน
นอกจากนี้ ธุรกิจครอบครัวจำนวนมากในเอเชียตะวันออกต่างก็มีวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญต่อผู้อาวุโสแต่กลับขาดระบบในการสร้างผู้บริหารรุ่นต่อไปขึ้นมาทดแทน ทำให้ผู้นำธุรกิจครอบครัวหลายต่อหลายคนต่างอยู่ในอำนาจจนมีอายุถึง80-90 ปี ซึ่งในจำนวนนี้ก็รวมถึง ลี กาชิง (87 ปี) มหาเศรษฐีชาวฮ่องกงซึ่งเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในเอเชีย โอซามุ ซูซุกิ (85 ปี) ซีอีโอซูซุกิมอเตอร์ สแตนลี โฮ (93 ปี) เศรษฐีเจ้าของบ่อนคาสิโนในมาเก๊า และ ลี คุนฮี (73 ปี) ผู้นำกลุ่มธุรกิจซัมซุง เป็นต้น
บทเรียน 4 ประการจากครอบครัวล็อตเต้
1. ลูกแค่ 2 คนก็ทะเลาะกันได้ อาจเกิดจากบุคลิกภาพที่แตกต่างกันและระยะห่างระหว่างลูกทั้งสองคน จากคำให้สัมภาษณ์ของพนักงานล็อตเต้ในโตเกียว ดองจู ดูจะเป็นคนเก็บตัว (Introvert) ขณะที่ ดองบิน จะชอบเข้าสังคมมากกว่า และทั้งสองคนได้แยกกันบริหารกิจการในคนละประเทศ ซึ่งอาจทำให้เกิดช่องว่างของความเข้าใจและความไว้ใจกัน
2. แบ่งหุ้นแล้ว เข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว มีโฮลดิ้งคัมปานีแล้ว ก็ยังทะเลาะกันได้ ธุรกิจในเครือล็อตเต้ถือเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีการแบ่งหุ้นกันชัดเจน นอกจากนี้ยังมีโฮลดิ้งคัมปานีเป็นตัวกลางในการถือหุ้นของบริษัทลูกต่างๆ ในเครือ แต่โครงสร้างการถือหุ้นที่ซับซ้อนก็นำมาซึ่งความไม่ชัดเจนของอำนาจการบริหาร และการแย่งชิงอำนาจบริหารระหว่างกัน
3. ข้อมูลที่ไม่เท่ากันระหว่างพี่น้องในครอบครัวสามารถนำไปสู่ความไม่เชื่อใจและความขัดแย้ง ซึ่งยังไม่นับรวมถึงเหตุผลหลังฉากที่คนภายนอกไม่อาจรู้ได้ พึงระลึกไว้ว่า การเลือกที่จะให้ข้อมูล การสื่อสารในเรื่องของผลประกอบการของบริษัทและการลงทุนที่สำคัญๆ จะช่วยลดความสงสัยและความไม่เข้าใจระหว่างคนในครอบครัวที่ทำงานร่วมกัน
4. วัฒนธรรมยังคงเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าคุณพยายามที่จะไล่พ่อของคุณออกจากบริษัทที่เขาสร้างขึ้น ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม คุณก็จะดูแย่มากในสังคม และนำมาซึ่งภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของวงศ์ตระกูลรวมถึงธุรกิจด้วย
บทเรียน 4 ประการจากครอบครัวล็อตเต้

Family Business Society / การเงินธนาคาร
ฉบับ 402 / ตุลาคม 2558
File: fam society 402
นวพล วิริยะกุลกิจ
ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว ผู้บริหารสถาบัน แฟมิลี่ บิสสิเนส เอเชีย (Family Business Asia) และเป็นผู้อำนวยการร่วมของหลักสูตร “Happy Family, Healthy Business” โดยสถาบัน แฟมิลี่ บิสสิเนส เอเชีย และโรงเรียนพัฒนาผู้นำและสร้างสันติธรรม รักสคูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นวพล ได้ที่ jaynavaphol@gmail.com
References
“Family Feud at Korea’s Lotte Moves Closer to Resolution,” Wall Street Journal, August 18, 2015
“Family Fight Shows Succession Perils,” Wall Street Journal, August 7, 2015
_pn.png)



ความคิดเห็น