อย่าด่วนสรุปว่า “ไม่ยุติธรรม!” เมื่อแยกความรักออกจากธุรกิจครอบครัว
- Navaphol Viriyakunkit

- 5 วันที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที

อย่าด่วนสรุปว่า “ไม่ยุติธรรม!”
ความยุติธรรมใน 3 มิติที่จะช่วยแยกเรื่อง “ความรัก” ออกจาก “ความยุติธรรม” ในธุรกิจครอบครัว
นวพล วิริยะกุลกิจ
“หากเราถามอริสโตเติลว่าควรจะมอบธุรกิจครอบครัวให้กับลูกคนไหนดี...อริสโตเติลจะตอบอย่างไม่ลังเลว่า...ก็ให้ลูกคนที่จะทำธุรกิจนี้ได้ดีที่สุดซิ...ปัญหาคือไม่ใช่ทุกคนจะคิดเหมือนอริสโตเติล!”
ในบรรดาความทุกข์ทั้งหลายของทายาทธุรกิจครอบครัว ความทุกข์ที่น่าสงสารและน่าเห็นใจมากที่สุดคือความทุกข์จากความรู้สึกที่ว่า “พ่อแม่ไม่รัก” แต่วันนี้ผมไม่ได้จะมาบอกคุณว่า “อย่าคิดมาก” หรือ “จริงๆ แล้วพ่อแม่รักเราเท่ากัน” หรอกนะครับ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ผมตอบแทนไม่ได้ แต่ผมจะมาชวนคุณคิดถึงคำอีกคำหนึ่งซึ่งมักจะมาพร้อมๆ กับคำว่า “พ่อแม่ไม่รัก” นั่นคือ “พ่อแม่ไม่ยุติธรรม” วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจกันให้มากขึ้นในเรื่องของ “ความยุติธรรม” เพื่อให้เข้าใจตนเองได้ดีขึ้น พร้อมๆ กับเข้าใจคนอื่นได้มากขึ้นด้วย
ผมจะยกตัวอย่างจากการ “แบ่งหุ้น” ซึ่งเป็นประเด็นที่สมาชิกครอบครัวมักเอามาผูกโยงกับคำว่า “รัก” และ “ยุติธรรม” ต้องแบ่งอย่างไรถึงจะเรียกว่ายุติธรรม? เพื่อตอบคำถามนี้ ผมอยากจะชวนทุกท่านมาลองมองความยุติธรรมในรูปแบบต่างๆ 3 รูปแบบ ดังต่อไปนี้
ยุติธรรมแบบที่ 1 : ยึด “คุณสมบัติที่ (เห็นว่า) เหมาะสม” เป็นตัวตั้ง
ความยุติธรรมในรูปแบบแรกนี้ มาจากแนวคิดของอริสโตเติลนักปรัชญาชาวกรีก (384-322 ปีก่อนคริสตกาล) ที่ว่า “Let’s give the best flutes to the best flute players” หรือเราควรให้ฟลุต (เครื่องเป่าประเภทหนึ่ง) ที่ดีที่สุดแก่นักเป่าฟลุตที่เก่งที่สุด เพราะอะไร? อริสโตเติลเห็นว่าฟลุตเป็นเครื่องดนตรีที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อผลิตเสียงดนตรีที่ไพเราะ ดังนั้น การให้ฟลุตแก่คนที่จะใช้มันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุดก็น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรืออาจเรียกได้ว่า “ยุติธรรม” แต่ถ้ามองในแง่ของการแบ่งหุ้นล่ะ? การจัดสรรหุ้นในธุรกิจครอบครัวให้กับทายาทที่ “เหมาะสม” ที่สุดที่จะสืบทอดธุรกิจก็น่าจะเป็นสิ่งถูกต้องที่พ่อแม่ควรจะทำใช่หรือไม่?
คำถามต่อมาก็คือ แล้วอะไรคือ คุณสมบัติที่ “เหมาะสม”? พ่อแม่บางคนให้ความสำคัญต่อความขยันขันแข็ง ความทุ่มเท บ้างก็ให้ความสำคัญกับความสามารถ ประสบการณ์ การเรียนมาตรงกับงาน หรือที่บุคลิกภาพ ความเป็นผู้นำ หรือแม้กระทั่งวุฒิภาวะ ฯลฯ ซึ่งคุณสมบัติส่วนใหญ่ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นอาจเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้น จึงอาจมองได้ว่าถ้าต้องตัดสินใจแบ่งหุ้นกันในวันนี้ สัดส่วนก็อาจจะออกมาแบบนี้ แต่ถ้าในอนาคตคุณสมบัติเปลี่ยนแปลงไป สัดส่วนหุ้นก็อาจจะแตกต่างออกไปจากปัจจุบันได้ เช่น เมื่อประสบการณ์ถึง วุฒิภาวะได้ สัดส่วนหุ้นก็อาจจะเพิ่มขึ้นได้ เป็นต้น
แต่ถ้าพ่อแม่ให้ความสำคัญกับ “ความทุ่มเท หรือความเสียสละที่ผ่านมา” เป็นสำคัญ คนที่ทำงานมานานที่สุดก็ยังจะได้หุ้นมากที่สุดอยู่ดี และนั่นก็คือ “ยุติธรรมแล้ว” ในสายตาของพ่อแม่ ซึ่งเป็นความยุติธรรมบนพื้นฐานความเชื่อของพ่อแม่ในเรื่อง “คุณสมบัติของความทุ่มเทและเสียสละที่ผ่านมา” สัดส่วนหุ้นจึงไม่ได้บ่งบอกถึงความรักหรือไม่รักลูกแต่ละคนแต่อย่างใด แต่มันสะท้อนถึงความเชื่อของพ่อแม่ว่าลูกคนไหนเหมาะสมกับอะไรมากที่สุดมากกว่า
ยุติธรรมแบบที่ 1 : ยึด “คุณสมบัติที่(เห็นว่า) เหมาะสม” เป็นตัวตั้ง

ยุติธรรมแบบที่ 2 : ยึด “ประโยชน์ส่วนรวมสูงสุด” เป็นตัวตั้ง
ความยุติธรรมในรูปแบบที่สองนี้มาจากแนวคิดของJeremy Bentham นักปรัชญาชาวอังกฤษ (ค.ศ.1748-1832) ที่ว่า “Let’s give the best flutes to those who would make use of them to create the greatest happiness to the greatest number of people” หรือเราควรให้ฟลุตที่ดีที่สุดแก่นักเป่าฟลุต ที่จะใช้มันเพื่อสร้างความสุขสูงสุดแก่ผู้คนมากที่สุด ทำไมล่ะ? Bentham เห็นว่าการที่เราจะตัดสินใจในเรื่องใดๆ ก็ตามเราต้องมองไปที่ “ประโยชน์ส่วนรวม” หรือ “ความพึงพอใจร่วมกัน” (Benefits) และ “ต้นทุน” (Costs) ของสังคมที่จะเกิดขึ้น โดยเปรียบเทียบ “ประโยชน์ส่วนรวมสุทธิ” (ประโยชน์ส่วนรวมที่สูงกว่าต้นทุนรวม) ว่ามากหรือน้อยกว่าทางเลือกอื่นๆ
หากสิ่งที่เราเลือกนั้นก่อให้เกิดประโยชน์สุทธิสูงสุดต่อสังคมที่เราอยู่ (เช่น ครอบครัวของเรา) ก็อาจเรียกได้ว่าการตัดสินใจนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง หรือ “ยุติธรรม” แล้วในมุมมองของ Bentham การแบ่งหุ้นในธุรกิจครอบครัวให้กับทายาทที่ “เก่ง” หรือมีความสามารถมากที่สุดในการทำธุรกิจก็น่าจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อครอบครัวมากกว่าการให้หุ้นจำนวนมากอยู่ในมือของทายาทที่อาจจะทำความเสียหายให้กับกิจการครอบครัวได้
คำถามต่อมาก็คือ อะไรคือ “เก่ง” ที่สุด? ความถนัด ประสบการณ์ ความรู้ วุฒิการศึกษา ความเป็นผู้นำ ความสำเร็จที่ผ่านมา หรืออะไร? ซึ่งพ่อแม่แต่ละคนก็มีมุมมองที่แตกต่างกันในเรื่องของความ “เก่ง” แต่สุดท้ายก็คือ ความเก่งนั้นจะต้องถูกแปลงเป็นผลลัพธ์ที่นำประโยชน์สูงสุดมาให้แก่ครอบครัว เช่น กำไรที่เพิ่มขึ้น ทุกคนก็จะได้เงินปันผลมากขึ้น หรือผลประกอบการดีขึ้น ราคาหุ้นที่ทุกคนถือก็จะเพิ่มขึ้นไปด้วยโดยเป้าหมายสูงสุดคือ “ประโยชน์โดยรวม” ของครอบครัว ไม่ใช่ของลูกคนใดคนหนึ่ง ดังนั้น พ่อแม่จึงอาจยอมให้ลูกคนหนึ่งต้องเสียใจ (ให้หุ้นน้อย) เพื่อประโยชน์โดยรวมของครอบครัว
ยุติธรรมแบบที่ 2 : ยึด “ประโยชน์ส่วนรวมสูงสุด” เป็นตัวตั้ง

ยุติธรรมแบบที่ 3 : ยึด “โอกาสที่เท่าเทียมกัน” เป็นตัวตั้ง
ความยุติธรรมในรูปแบบที่สามนี้มาจากแนวคิดของ John Rawls นักปรัชญาชาวอเมริกัน (ค.ศ.1921-2002) ที่ว่า “Let’s give a fair chance to everyone to make use of the best flutes” หรือเราควรที่จะให้โอกาสที่เท่าเทียมกันแก่ทุกๆ คนที่ต้องการจะใช้ฟลุตที่ดีที่สุดนั่น ทำไมล่ะ? เพราะ Rawls เชื่อว่าสังคมมีหน้าที่ๆ จะให้โอกาสแก่ทุกคนในการที่จะประสบความสำเร็จได้อย่างเท่าเทียมกัน ถ้าฟลุตนั้นจะนำไปสู่การสร้างชื่อเสียง หรือโอกาสในการทำมาหากิน ทุกคนก็ควรจะได้รับโอกาสนั้นอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งนั่นก็อาจเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง หรือ “ยุติธรรม” ในมุมมองของ Rawls การจัดสรรหุ้นในธุรกิจครอบครัวให้กับทายาทที่ “ด้อยกว่า” หรือ “มีโอกาสน้อยกว่า” หรือ “อยู่ในสถานะที่ลำบากกว่า” มากกว่าพี่น้องคนอื่นๆ ก็จะทำให้เขาเหล่านั้นมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตเท่าเทียมกับพี่น้องคนอื่นๆ
คำถามสำคัญต่อมาก็คือ อะไรเป็นตัวชี้วัดว่า “ด้อยกว่า” “มีโอกาสน้อยกว่า” หรือ “อยู่ในสถานะที่ลำบากกว่า”? การมีวิชาชีพติดตัว การศึกษาที่สูงกว่า ภาระทางครอบครัว (เช่น มีภรรยา มีลูก) มีสามีหรือภรรยาฐานะดี มีหนี้สิน พิกลพิการ หรือรับราชการเงินเดือนน้อย เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละครอบครัวก็มีมุมมองในเรื่องนี้แตกต่างกัน แต่ละบ้านจึงมีวิธีจัดการกับความ “ไม่เท่าเทียม” ของสมาชิกครอบครัวแตกต่างกัน และส่วนหนึ่งก็นำไปสู่การจัดสรร “หุ้น” แก่ลูกๆ ให้สอดคล้องกับสถานะของพวกเขา เพื่อให้ลูกๆ ทุกคนได้มีโอกาส “ประสบความสำเร็จ” ในชีวิตได้อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งในกรณีนี้ คนที่ได้หุ้นน้อยก็คือคนที่พ่อแม่รู้สึกว่าพวกเขาอยู่ในสถานะที่ดีแล้ว มีโอกาสที่ดีอยู่แล้วที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตข้างหน้า ดังนั้น หุ้นอาจจะได้น้อยและหุ้นอาจจะถูกแบ่งให้กับคนที่มีสถานะด้อยกว่ามากขึ้น และนั่นจึงจะเรียกได้ว่า“ยุติธรรม”
ยุติธรรมแบบที่ 3 : ยึด “โอกาสที่เท่าเทียมกัน” เป็นตัวตั้ง

เมื่อรู้แล้วว่า “ความยุติธรรม” นั้น มีหลายมุมมอง ก็อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า “พ่อแม่ไม่ยุติธรรม” หรือ “รักลูกไม่เท่ากัน” เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น หุ้นที่แบ่งให้เรามา อาจมาจาก “ความยุติธรรม” ในมุมมองของพ่อแม่ที่ไม่ตรงกับลูกๆ ก็เป็นได้และก็เป็นเรื่องยากที่จะหาข้อสรุปว่า “ความยุติธรรม” ในมุมมองไหนยุติธรรมกว่ากัน
ข้อแนะนำก็คือ เมื่อเกิดความไม่เข้าใจ หรือเกิดความสงสัยขึ้นในครอบครัวสมาชิกควรหาโอกาสเปิดใจพูดคุยกันถึง “เหตุผล” ของการกระทำและการตัดสินใจต่างๆ ของแต่ละคน เพื่อจะได้เข้าใจกันและกันมากขึ้น และที่สำคัญคือเราจะได้เข้าใจว่าเขากำลังมองความยุติธรรมจาก “มุม” ไหนกันแน่ เพราะสุดท้ายแล้วมันอาจไม่ใช่พ่อแม่ไม่รัก แต่เราแค่ไม่เข้าใจความรักของพ่อแม่เท่านั้นเอง
สรุปประเด็นสำคัญ
บ่อยครั้งที่ทายาทมองการตัดสินใจของพ่อแม่ผู้เป็นผู้นำธุรกิจครอบครัวว่าสะท้อน “ความรัก” ที่มีต่อลูกแต่ละคนที่ไม่เท่ากัน ซึ่งหลายต่อหลายครั้งสาเหตุกลับมาจากความเข้าใจที่ไม่ตรงกันระหว่างพ่อแม่ลูกในเรื่องของ “ความยุติธรรม” ที่มองกันคนละมุม
ส่วนใหญ่แล้วการตัดสินใจของพ่อแม่ไม่ได้มาจาก “รักลูกไม่เท่ากัน” แต่เกิดจากมอง “ความยุติธรรม” ในมุมที่แตกต่างกัน
ความยุติธรรมอาจมองได้ใน 3 มุม ได้แก่ (1) ความยุติธรรมตามความเหมาะสม (2) ความยุติธรรมตามประโยชน์ส่วนรวมสูงสุดและ (3) ความยุติธรรมจากการให้โอกาสที่เท่าเทียมกัน
ครอบครัวควรหาโอกาส “เคลียร์ใจ” ในเรื่องที่สงสัย ไม่เข้าใจ โดยสมาชิกไม่ควรมองเป็นเรื่องไม่ดี ไม่ควรพูด พูดแล้วพ่อแม่จะไม่สบายใจ แต่ต้องมองว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ครอบครัวจะได้ทำความเข้าใจกัน และสร้างวัฒนธรรมของการพูดคุยกันทุกเมื่อ ทุกเรื่อง เมื่อมีความข้องใจสงสัย โดยไม่มองคนที่ข้องใจสงสัยว่าเป็น “ตัวปัญหา” เพราะปัญหาที่แท้จริงคือการไม่คุยกันแล้ว “มโน” กันไปเอง!
Family Business Society / การเงินธนาคาร
ฉบับ 403 / พฤศจิกายน 2558
File: Fam Society 403
นวพล วิริยะกุลกิจ
ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว ผู้บริหารสถาบัน แฟมิลี่ บิสสิเนส เอเชีย (Family Business Asia) และเป็นผู้อำนวยการร่วมของหลักสูตร “Happy Family, Healthy Business” โดยสถาบัน แฟมิลี่ บิสสิเนส เอเชีย และโรงเรียนพัฒนาผู้นำและสร้างสันติธรรม รักสคูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นวพล ได้ที่ nv@familybusinessasia.com
References
Aristotle, https://en.wikipedia.org/wiki/Aristotle, 2015
Jeremy Bentham, https://en.wikipedia.org/wiki/Jeremy_Bentham, 2015
John Rawls, https://en.wikipedia.org/wiki/John_Rawls, 2015
“Justice: What’s the Right Thing to do?,” Michael J. Sandel 2009
_pn.png)



ความคิดเห็น