top of page

บทเรียนสีเลือดจาก "Gucci" เมื่อการแข่งขันในบ้าน ทำลายอาณาจักรแสนล้าน



ธุรกิจครอบครัว Gucci 

ดราม่าที่ยิ่งกว่าหนังฮอลลีวู้ด


แม้พี่น้องสามคนจะร่วมมือกันบริหารกิจการของครอบครัวจนเติบโตมีถึง 14 สาขา และ 46 ร้านแฟรนไชส์ทั่วโลกในปี 1974 แต่ Guccio Gucci ผู้ล่วงลับก็คงไม่เคยคิดเลยว่าการเลี้ยงดูลูกด้วยแนวคิดที่ว่าให้ “จับลูกมาแข่งขันกันเอง” เพื่อเค้นศักยภาพสูงสุดของลูกๆ จะกลายเป็นการสร้าง “ปมในใจ” ของลูกที่รอวันจะระเบิดออกมา


โดย นวพล วิริยะกุลกิจ


บทเรียนธุรกิจครอบครัวชั้นนำของโลกที่ไม่เหลือแล้วซึ่งความเป็น“ครอบครัว”


ภาพ: By Raysonho @ Open Grid Scheduler / Grid Engine - Own work, CC0, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=34893479


“ปิดมันซะ!!” 

Aldo ตะโกนสั่ง Paolo ลูกชายของเขาให้ปิดเครื่องบันทึกเสียงกลางที่ประชุมบอร์ดบริษัท Gucciธุรกิจครอบครัวที่ Guccio Gucci พ่อของเขาก่อตั้งขึ้นในปี 1921 ที่เมืองฟรอเรนซ์ เมื่อ Paolo ปฏิเสธที่จะปิดเครื่องบันทึกเสียง Aldo จึงทะยานไปยัง Paolo และทุบเครื่องบันทึกเสียงนั้นจนแหลก การตะลุมบอนเกิดขึ้นตามมา ก่อนที่สุดท้าย Paolo จะออกจากห้องประชุมไปด้วยความรู้สึกว่าเขาถูกหักหลังโดย Aldo พ่อของเขาเอง 

หลังจากนั้น Paolo ก็ยื่นฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจาก Gucci เป็นจำนวนเงิน 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 1982 ข้อมูลการไซฟอนเงินของ Gucci ไปยังต่างประเทศโดย Aldo พ่อของเขาที่ Paolo แอบค้นหาและเก็บไว้อย่างเงียบๆ กำลังจะถูกนำมาใช้เป็นอาวุธในการประหัตประหารในสงครามธุรกิจครอบครัวที่จะดำเนินต่อไปอีกหลายปี อะไรคือสาเหตุของจุดจบอันน่าเศร้าของ Gucci และเราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากกรณีศึกษาสุดคลาสสิกนี้


แผนภูมิครอบครัว Gucci


ที่มา: นวพล วิริยะกุลกิจ โดยปรับจาก Grant Gordon and Nigel Nicholson



เพศ และสายเลือด “ค่านิยมของพ่อ” ที่สร้างรอยร้าวให้กับครอบครัว

Aldo เป็นผู้นำธุรกิจ Gucci ในรุ่นที่สองต่อจาก Guccio Gucci พ่อของเขา Aldo มีพี่ชาย 2 คนคือ Ugo และ Enzo และพี่สาวอีกหนึ่งคนที่ชื่อ Grimalda สำหรับ Ugo นั้นเป็นพี่ชายที่เป็นลูกติดมาจากสามีเก่าของแม่จึงมีลักษณะคล้าย “คนนอก” ของบ้าน และตัว Ugo เองก็ไม่สนใจที่จะทำธุรกิจของครอบครัวด้วย เขาจึงไม่ได้มีบทบาทใดๆ ในธุรกิจของ Gucci 

ในขณะที่ Grimalda พี่สาวคนรองแม้จะช่วยงานธุรกิจครอบครัวมาตั้งแต่ต้น แต่เพราะความที่เป็นลูกผู้หญิง Guccio Gucci ผู้พ่อจึงไม่คิดที่จะให้หุ้นแก่ Grimalda เลย เมื่อ Grimalda รับรู้ถึงความอยุติธรรมนี้ เธอจึงยื่นฟ้องต่อศาล แต่ก็แพ้คดีในที่สุด Grimalda และสามีที่เคยช่วยงานจึงออกไปจากธุรกิจครอบครัว ในขณะที่ Enzo พี่ชายคนรองนั้นเสียชีวิตไปตั้งแต่อายุเพียง 9 ขวบ ด้วยเหตุนี้ Aldo จึงกลายเป็นทายาทคนโตในธุรกิจครอบครัว Gucci ไปโดยปริยาย


“จับลูกมาแข่งกัน” แรงกระตุ้นชั้นยอด หรือยาพิษชั้นเยี่ยม?

Guccio Gucci เสียชีวิตลงในปี 1953 ทิ้งอาณาจักร Gucci ไว้ให้กับ Aldo และน้องชายของเขาอีก2 คน คือ Vasco และ Rodolfo ในสามคนพี่น้องที่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจของ Gucci ในช่วงต้นนั้น Aldo คือทายาทที่มีความเป็นผู้ประกอบการและมีหัวทางการค้ามากที่สุด ในขณะที่ Vasco ชอบที่จะใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลายในชนบทและรับผิดชอบการผลิตสินค้า ส่วน Rodolfo น้องชายคนเล็กชอบงานด้านการแสดงแต่เมื่อไม่ประสบความสำเร็จนัก Rodolfo จึงขอพ่อเข้ามาทำงานในธุรกิจครอบครัวโดยเริ่มจากงานบริหารร้าน Gucci ในเมืองมิลาน ก่อนจะกลายเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการออกแบบกระเป๋าถือของ Gucci ในเวลาต่อมา

และแม้พี่น้องสามคนจะร่วมมือกันบริหารกิจการของครอบครัวจนเติบโตมีถึง 14 สาขา และ 46 ร้านแฟรนไชส์ทั่วโลกในปี 1974 แต่ Guccio Gucci ผู้ล่วงลับก็คงไม่เคยคิดเลยว่าการเลี้ยงดูลูกด้วยแนวคิดที่ว่าให้ “จับลูกมาแข่งขันกันเอง” เพื่อเค้นศักยภาพสูงสุดของลูกๆ จะกลายเป็นการสร้าง “ปมในใจ” ของลูกที่รอวันจะระเบิดออกมา

ในปี 1974 Vasco น้องชายคนกลางก็เสียชีวิตลงจากโรคมะเร็ง ทิ้งหุ้น 1/3 ของธุรกิจครอบครัวไว้กับ Maria ภรรยาม่ายของเขา Vasco และ Maria นั้นไม่มีทายาทร่วมกัน ทั้ง Aldo และ Rodolfo จึงเสนอซื้อคืนหุ้นทั้งหมดของ Vasco จาก Maria เพื่อรักษาหุ้นของ Gucci ให้ยังคงอยู่ในมือสมาชิกครอบครัว ซึ่ง Maria ก็ยอมขายให้ ทำให้ ณ ขณะนี้ ทั้ง Aldo และ Rodolfo สองพี่น้องถือหุ้นเท่ากันอยู่ที่ 50% และแม้ว่า Aldo จะถือหุ้นเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 33% แล้วก็ตาม แต่ลึกๆ แล้ว Aldo ก็ยังมีความรู้สึกว่า Rodolfo ไม่สมควรที่จะได้หุ้นถึง 50% และนี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้าง “ความยุติธรรม” ขึ้นมาใหม่เองของ Aldo 


แตกหน่อธุรกิจ : กลยุทธ์สร้าง “ความยุติธรรมใหม่” ในการกระจายผลประโยชน์

เมื่อ Aldo เห็นว่าสัดส่วนหุ้น 50:50 ระหว่างตัวเขาเองกับ Rodolfo นั้นไม่สะท้อนความเป็นจริงที่ว่าเขาได้ “ให้” อะไรกับบริษัทมากกว่าที่ Rodolfo ได้ให้กับบริษัทการจัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาที่มีการ “จัดสรรหุ้นใหม่” มีการกระจายผลประโยชน์ที่ “ยุติธรรมกว่า” จึงเกิดขึ้นภายใต้ร่มเงาของอาณาจักร Gucci โดยในปี 1979 บริษัท Gucci Perfumes ได้ถือกำเนิดขึ้น โดยที่ Rodolfo ถือหุ้น20% ในขณะที่อีก 80% ที่เหลือถูกกระจายให้กับตัว Aldo และลูกๆ ของ Aldo ทั้ง 3 คน (คนละเท่าๆ กันคือ 20%) 

อานิสงส์จากการออกไลน์สินค้าใหม่ของ Gucci ที่เรียกว่า Gucci Accessories Collection ที่จับกลุ่มตลาด Mass Market ยังช่วยผลักดันรายได้จากบริษัทใหม่ที่เพิ่งถูกจัดตั้งขึ้นนี้ให้พุ่งทะยานขึ้นอย่างมาก 

เมื่อ Rodolfo สังเกตเห็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของ Gucci Perfumes ที่ตัวเองถือหุ้นอยู่เพียง 20% Rodolfo จึงยกประเด็นเรื่องความยุติธรรมในการแบ่งหุ้นของ Gucci Perfumes ขึ้นหารือกับ Aldo ผู้พี่ ซึ่งแน่นอน Aldo ไม่สนใจที่จะเพิ่มหุ้นให้กับ Rodolfo น้องชายแต่อย่างใด และเพื่อหาพันธมิตรในบอร์ดที่จะมีส่วนตัดสินใจในเรื่องการปรับโครงสร้างหุ้น Aldo หันไปหาลูกชายทั้ง 3 ได้แก่ Giorgio, Paolo และ Roberto ในการโหวตสู้กับ Rodolfo ในบอร์ด ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าไม่มีทางเลยที่เสียงของ Rodolfo จะมากกว่าของฝ่าย Aldo 

แต่สิ่งที่ทำให้ Aldo ประหลาดใจและโกรธมากที่สุดก็คือการที่ Paolo ลูกชายคนกลางของเขาปฏิเสธที่จะเป็นพันธมิตรกับตัวเขาเอง!


เมื่อ “ความฝันของเด็กหนุ่ม” ถูกขัดขวาง เขาจึงตัดสินใจ “แข่งกับครอบครัว”

“ความขบถ” ของ Paolo ลูกชายคนกลางของ Aldo นั้นมาจากสันดานเนื้อแท้ของเขาที่เป็นตัวของตัวเอง เขาเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงซึ่งในบางครั้งก็ถูกมองว่าหลุดโลก น่าเสียดายที่ความคิดสร้างสรรค์และบุคลิกอันโดดเด่นของเขาไม่เป็นที่โปรดปรานของ Rodolfo น้องชายของพ่อที่เขาต้องทำงานด้วย ที่อิตาลี Paolo งัดข้อกับ Rodolfo และเขามักจะใช้การประชุมบอร์ดเป็นที่นำเสนอไอเดียใหม่ๆ ของเขาในเรื่องดีไซน์ การผลิตและการตลาด Paolo มักจะตั้งคำถามเกี่ยวกับสถานะการเงินของบริษัทซึ่งทำให้ Rodolfo ไม่พอใจและไล่ให้ Paolo ไปทำงานกับ Aldo พ่อของเขาที่ Gucci นิวยอร์ก

Paolo เก็บกระเป๋าและเดินทางไปนิวยอร์กเพื่อทำงานกับ Aldo พ่อของเขา แต่เหมือนหนีเสือปะจระเข้ เขาพบว่าอารมณ์ร้อนของ Aldo นั้น ยากที่จะทน ตอนนี้ Paolo จึงได้กลายสภาพเป็น “แกะดำ” ของครอบครัวอย่างเต็มตัว 

เมื่อไฟในตัวยังคงคุโชน แต่ไม่สามารถฝ่าด่านการอนุมัติของพ่อและบอร์ดได้ Paoloจึงตัดสินใจที่จะออกไลน์สินค้าใหม่ของเขาเองโดยไม่บอกใครในชื่อ Paolo Gucci Collection ซึ่งในเวลาไม่นานนักข่าวนี้ก็ไปถึงหูของทั้ง Aldo และ Rodolfo ซึ่ง Aldo เองก็ไม่สามารถยอมให้ลูกของตนมาทำสินค้าแข่งกับธุรกิจของครอบครัวได้ ในขณะที่ Paolo เองก็ยังเป็นลูกจ้างของบริษัทอยู่ Aldo จึงตัดสินใจไล่ Paolo ลูกชายของตนออกจากธุรกิจครอบครัวในปี 1980 หลังจากที่ Paolo ทำงานให้กับGucci มาถึง 28 ปี Paolo Gucci Collection ของเขาจึงแท้งตั้งแต่อยู่ในท้อง และนี่คือเรื่องคาใจของ Paolo มาตลอด




เมื่อ “ความเชื่อใจ” พังทลาย ก็ถึงเวลา “แก้แค้น” พ่อของตัวเอง!

สองปีหลังจากที่ Paolo ถูกไล่ออกจากธุรกิจครอบครัว Aldo พ่อของเขาเสนอที่จะแบ่งหุ้นให้ลูกๆ ทั้งสามคนอีกคนละ 7.7% (ก่อนหน้านี้ Aldo ได้แบ่งหุ้นให้ลูกทั้งสามคนๆ ละ 3.3% แล้ว)โดยเขาจะยังคงถือหุ้นส่วนที่เหลืออีก 17% ไว้ และเสนอที่จะตั้ง Paolo ให้เป็น Vice Chairman ของ Guccio Gucci SpAนอกจากนี้ ยังเสนอให้เขาคุมฝ่ายที่จัดตั้งขึ้นใหม่เพื่อดูแลการขายสินค้าที่เคยอยู่ใน Paolo Gucci Collection นี่คือตำแหน่งที่ Paolo ฝันถึงมาตลอด แต่เขาจะเชื่อใจ Aldo พ่อเขาเองได้แค่ไหนเมื่อพิจารณาถึงสิ่งต่างๆ ที่เคยผ่านมา

ไม่นานหลังจากนั้น ความสงสัยของ Paolo ก็ถูกคอนเฟิร์มเมื่อบอร์ดของบริษัทตีตกข้อเสนอในการออกไลน์ Paolo Gucci Collection ของเขา ด้วยเหตุผลที่ว่า Paolo Gucci เป็นไลน์สินค้าราคาถูกที่จะทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ Gucci เสียหายได้ ในการประชุมบอร์ดครั้งต่อมา Paolo มาพร้อมกับเครื่องอัดเทป เขายืนยันที่จะให้แถลงการณ์ของเขาในครั้งนี้อยู่ในบันทึกการประชุม Aldo โมโหเป็นอย่างมากกับพฤติกรรมของ Paolo และทุบทำลายเครื่องอัดเทปนั้น 

Paolo ออกจากห้องประชุมไปพร้อมกับคราบเลือดบนใบหน้าที่เกิดจากการตะลุมบอน ตอนนี้เขาพร้อมแล้วที่จะงัดอาวุธเด็ดที่จะทำให้ Paolo Gucci Collection ของเขาได้ออกสู่ตลาดเสียที นั่นก็คือข้อมูลการไซฟอนเงินของบริษัทไปยังต่างประเทศของ Aldo ซึ่งอาจทำให้ Aldo พ่อของเขาต้องเข้าไปนอนในตาราง แต่สำหรับ Paolo นี่มันก็เหมาะสมแล้วไม่ใช่หรือ ?


หัวใจที่แตกสลายของ Rodolfo และครอบครัวครึ่งเสี้ยวของ Maurizio

Maurizio เป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูล และเป็นลูกชายคนเดียวของ Rodolfo กับ Alessandra ภรรยาที่เขาพบในขณะที่ยังเป็นนักแสดงหนุ่มและ Alessandra ที่เป็นนักแสดงสาวในขณะนั้น Alessandra คือผู้หญิงที่เปลี่ยน Rodolfo ให้กลายเป็นพ่อบ้านที่น่ารัก เธอคือหัวใจของเขา การจากไปของ Alessandraอย่างกะทันหันได้ส่งผลต่อ Rodolfo อย่างรุนแรง Rodolfo กลายเป็นคนปิดกั้นตัวเอง และเข้มงวดอย่างมากกับ Maurizio ลูกคนเดียวของเขากับ Alessandra

Rodolfo มักจะให้เงินแบบแทบจะไม่พอใช้กับลูกเพื่อสอนเรื่อง “ค่าของเงิน” ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ Maurizio เกลียดที่จะต้องขออะไรก็แล้วแต่จากพ่อของเขาเอง และด้วยความที่ Maurizio คือสิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ของเขากับภรรยาที่จากไป Rodolfo จึงมักแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของถึงกระทั่งคัดค้านการแต่งงานของ Maurizio กับ Patrizia สาวคนรัก โดยขู่ที่จะตัดออกจากกองมรดกหากมีการแต่งงานเกิดขึ้น Rodolfo เชื่อว่า Patrizia นั้นรัก Maurizio ที่เงิน ทั้งสองแต่งงานกันในที่สุดโดยไม่สนคำทัดทานของ Rodolfo หลังจากนั้น Maurizio ก็เริ่มห่างจากพ่อของเขา ทิ้งให้ Rodolfo ต้องทนอยู่กับความรู้สึกที่ว่า “ถูกลูกทิ้ง”

Maurizio ย้ายไปทำงานกับ Aldo ผู้เป็นลุงที่นิวยอร์กที่ซึ่ง Maurizio ก้มหน้าก้มตาทำทุกอย่างที่ Aldo สั่งให้ทำ แต่จะมีใครล่วงรู้ถึงความทะเยอทะยานที่อยู่ลึกๆ ของเขาบ้าง? ช่วงเวลาแห่งความยิ่งใหญ่กำลังใกล้เข้ามาทุกที


Maurizio ยืมมือ Paolo โค่นพ่อของตัวเอง

Maurizio ได้รับความไว้วางใจจาก Aldo ลุงของเขาเป็นอย่างมาก ซึ่ง Aldo เองก็คงไม่เคยคิดว่าตนเองกำลังเลี้ยงอสรพิษไว้ข้างตัว หลังจาก Rodolfo ผู้เป็นพ่อของ Maurizio เสียชีวิตลงจากโรคมะเร็ง เขาได้ทิ้งหุ้น 50% ของ Gucci ไว้ให้กับ Maurizio และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติการ “ยึด Gucci” ของ Maurizio 

นอกจากนี้ คดีการไซฟอนเงินไปยังต่างประเทศของ Aldo ที่ Paolo ลูกชายของเขาได้ฟ้องร้องต่อศาลก็ทำให้ Aldo ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดถูกตรวจสอบอย่างหนัก ยิ่งไปกว่านั้น ความที่เป็นธุรกิจของครอบครัวทำให้ไม่ได้มีการแบ่งแยก “เงินของบริษัท” และ “เงินส่วนตัว” อย่างชัดเจนจนในบางครั้ง Aldo ถึงกับนำเช็คหลายแสนดอลลาร์สหรัฐ ที่สั่งจ่ายโดยบริษัทไปขึ้นเงินเพื่อนำมาใช้ส่วนตัว 

“Aldo กำลังติดคุก” คือสิ่งที่ Maurizio เฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด ไม่มีเวลาไหนจะดีเท่ากับเวลานี้อีกแล้วในการยึดอำนาจการบริหาร Gucci จาก Aldo ลุงของเขา Maurizio ชวน Paolo ลูกขบถของ Aldo ซึ่งถือหุ้นอยู่ 3.3% ให้เข้ามาเป็นพันธมิตรในบอร์ดของ Gucci

ณ ขณะนี้ ฝ่ายของ Maurizio ถือหุ้น 53.3% เขาเสนอให้มีการจัดตั้ง Gucci Licensing ขึ้นมาเพื่อบริหารการใช้แบรนด์ Gucci ทั้งหมด โดย Maurizio จะถือหุ้นในบริษัทใหม่นี้ในสัดส่วน 51% และPaolo ถือ 49% นอกจากนี้ Maurizio ยังเสนอที่จะซื้อหุ้น 3.3% ของ Paolo คืนในราคา 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่มีข้อแม้ว่า Paolo จะต้องถอนฟ้องทั้งหมดที่มีต่อ Gucci 

แผนขั้นแรกดำเนินไปด้วยดี หลังจากนั้น ด้วยความช่วยเหลือจากทนายระดับเทพที่ทำหน้าที่เป็น “ตัวแทน” ของ Maurizio ในบอร์ดของ Gucci ได้เรียกประชุมบอร์ดซึ่งมีมติที่ให้ยุบบอร์ดชุดปัจจุบันที่มี Aldo อยู่ทิ้งเสีย หลังจากนั้น Maurizio จึงขึ้นมามีอำนาจสูงสุดใน Gucci แทน Aldo ที่ต้องกระเด็นหลุดออกจากบริษัทที่ตนเองเป็นคนสร้างขึ้นมา

ผลพวงของความขัดแย้งกับ Paolo ลูกชาย ทำให้ในปี 1986 ศาลนิวยอร์คมีคำพิพากษาให้ Aldo ต้องจ่ายภาษีย้อนหลังจำนวน 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ Aldo ก็ยังยอมรับสารภาพว่าได้ยักยอกเงินบริษัทจำนวน 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปใช้ส่วนตัวและส่วนครอบครัวทำให้เขาถูกพิพากษาจำคุก 1 ปี 1 วัน ถือเป็นบทเรียนที่แสนเจ็บปวดของชายผู้ถูกลูกและหลานหักหลัง โดยมีความเลินเล่อที่ไม่ขีดเส้นแบ่งระหว่าง “เงินบริษัท” กับ “เงินส่วนตัว” ให้ชัดเจน เป็นเกลือหยอดแผล



“การเลี่ยงภาษี” และ “ปัญหาธรรมาภิบาล” เส้นทางสู่หายนะของธุรกิจครอบครัว

“18” คือ จำนวนคดีความที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว Gucci จนถึงปี 1987 หนึ่งในนั้น คือ คดีความที่ Aldo ฟ้อง Maurizio ว่าปลอมลายเซ็น Rodolfo พ่อของตนหลังจากที่เขาเสียชีวิตเพื่อเลี่ยงภาษีมรดก และคดีที่ Paolo ฟ้องศาลถึงพฤติกรรมเลี่ยงภาษีของ Maurizio ซึ่งทำให้เขาได้รับโทษจำคุกแต่ยังได้รับการผ่อนผันให้รอลงอาญา อย่างไรก็ดี เขายังต้องจ่ายภาษีและค่าปรับเป็นจำนวนเงินหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ อยู่ดี 

ปัญหาทางการเงินของ Maurizio และธุรกิจของ Gucci นั้นรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่เขาเข้ามาบริหารอย่างเต็มตัว เขาต้องทำอะไรซักอย่างแล้ว Maurizio มองหาทางออกของปัญหานี้ว่าต้องหา “ผู้ร่วมทุนใหม่” เขาดึง Investcorp เข้ามาเป็นพันธมิตรทางการเงิน โดยนำเงินที่ได้รับมาไปซื้อคืนหุ้นจากญาติๆ ในตระกูลที่ยังถือหุ้นอยู่ ได้แก่ Giorgio และ Roberto (ลูกคนโตและคนเล็กของ Aldo) 

และสุดท้ายก็คือ การซื้อหุ้น 17% ที่ยังถือโดย Aldo คืนมา ซึ่ง Aldo นั้นไม่มีทางเลือกมากนักในตอนนี้ จึงยอมขายหุ้นทั้งหมดให้กับ Maurizio ไม่นานหลังจากนั้น Aldo ก็เสียชีวิตในวัย 84 ในขณะที่Paolo ลูกชายขบถของเขาก็ล้มละลายและเสียชีวิตตามไปในอีก 5 ปีต่อมาด้วยโรคตับ

ถึงตอนนี้ Maurizio ก็ได้ขึ้นมากุมบังเหียน Gucci อย่างเต็มตัวพร้อมๆ กับ Investcorp ผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่ Maurizio ได้เปลี่ยนทิศทางการทำธุรกิจมาเน้นสินค้าระดับสูงเป็นหลักซึ่งทำให้ยอดขายของ Gucci ตกลง ในขณะที่รายจ่ายกลับถูกใช้ไปอย่างฟุ่มเฟือยไม่ระมัดระวัง กำไรของ Gucci นั้นตกลงอย่างต่อเนื่องทำให้สุดท้าย Investcorp เสนอขอซื้อหุ้น 50% ที่ Maurizio ถืออยู่ ซึ่งสถานะทางการเงินที่ย่ำแย่ของเขา ทำให้ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกเสียจากยอมขายหุ้นทั้งหมดออกไป และถือเป็นการปิดฉากธุรกิจครอบครัว Gucci ที่ตอนนี้ ไม่เหลือหุ้นอยู่ในมือของคนในตระกูล Gucci เลยซักคนเดียว


เงิน อำนาจ และจุดจบของ Maurizio

จากชีวิตที่รุ่งเรืองอู้ฟู่สู่ความตกต่ำและการสูญเสียหุ้น Gucci ทั้งหมดที่มีให้กับ Investcorp ได้ดำเนินไปพร้อมๆ กับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตส่วนตัวของ Maurizio ด้วย เงินและอำนาจได้ทำให้ Maurizio “เปลี่ยน” จากชายผู้อ่อนแอ เป็นชายที่แน่วแน่ จากคนที่คอยรอคำแนะนำจาก Patrizia ผู้เป็นภรรยา กลายเป็นคนที่อึดอัดทุกครั้งเมื่อต้องอยู่ใกล้กับภรรยาของตน 

ในปี 1985 Maurizio เก็บกระเป๋าออกจากบ้านไปและไม่เคยกลับมาหาภรรยาและลูกอีกเลย ไม่แม้กระทั่งเมื่อ Patrizia ต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัดเอาเนื้องอกออก นอกจากนั้น เขายังขายทรัพย์สินที่สมควรจะตกเป็นของลูกเพื่อนำเงินมาใช้ชีวิตอย่างหรูหรากับผู้หญิงคนใหม่ Maurizio ยังร้องขอให้ Patrizia เซ็นใบหย่า สั่งให้เธอเลิกใช้นามสกุล Gucci และห้ามไม่ให้เธอเข้ามายังเคหะสถานของตระกูล Gucci อีกด้วยถึงตอนนี้ Patrizia ไม่ต้องการอะไรอีกแล้วนอกจากชีวิตของ Maurizio 

ในวันที่ 27 มีนาคม 1995 Maurizio ถูกยิงเสียชีวิตระหว่างเดินทางไปยังออฟฟิศของเขา Patrizia ถูกตั้งข้อหาจ้างวานฆ่า โดยศาลมีคำพิพากษาว่าเธอมีความผิดจริง และสั่งจำคุก Patrizia เป็นเวลา 29 ปี ปัจจุบัน Pattrizia ยังคงชดใช้กรรมอยู่ในคุก ส่วน “Gucci” นั้นก็ยังคงเป็นแบรนด์สินค้าแฟชั่นชั้นนำที่คนทั่วโลกให้การยอมรับมาจนถึงปัจจุบัน 


นวพล วิริยะกุลกิจ ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว ผู้บริหารสถาบัน แฟมิลี่ บิสสิเนส เอเชีย (Family Business Asia) และเป็นผู้อำนวยการร่วมของหลักสูตร “Happy Family, Healthy Business” โดยสถาบัน แฟมิลี่ บิสสิเนส เอเชีย และโรงเรียนพัฒนาผู้นำและสร้างสันติธรรม รักสคูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นวพล ได้ที่ Contact@familybusinessasia.com


ที่มา 

 
 
 

ความคิดเห็น



© Family Business Asia
  • Facebook
  • Instagram
  • TikTok
  • Youtube
bottom of page