โรคความขัดแย้งในธุรกิจครอบครัว
- Navaphol Viriyakunkit

- 2 ก.ค.
- ยาว 2 นาที

เรียนรู้สาเหตุ อาการ และการสร้างภูมิคุ้มกัน“ความขัดแย้ง” ให้กับธุรกิจครอบครัว
โปรย : “ผู้มีบารมี” และ “กติกาครอบครัว” คือสิ่งที่ช่วยป้องกันและลดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในครอบครัวเปรียบเสมือนเป็น “ภูมิคุ้มกัน” ที่ทรงประสิทธิภาพแต่ครอบครัวก็ไม่ควรคิดที่จะพึ่งเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งต้องมีทั้งสองอย่างคู่กัน “ธุรกิจครอบครัว” จึงจะสำเร็จอย่างยั่งยืน
“ความเคยชินบดบังปัญหา”
ดร.ดํารง ลีนานุรักษ์
“ครอบครัวผมไม่มีปัญหา!”
คุณพ่อท่านหนึ่งบอกกับผมด้วยความมั่นใจ “ดีมากครับ!” ผมตอบกลับไป “แล้วถ้าให้คุณพ่อลองมองไปในอนาคตอีกสัก 10 ปี คุณพ่อคาดว่าจะมีปัญหาอะไรรึเปล่า?” ผมถามต่อโดยไม่กลัวถูกตีหัว “ไม่มีแน่นอนครับอาจารย์ ครอบครัวผมนี่รักกันมาก ธุรกิจก็ไปได้ด้วยดี ไม่มีปัญหาแน่นอน!!” ผมคิดในใจว่าถ้ายังถามต่อ... ผมเองนั่นแหละจะเป็นคนที่มีปัญหา บทสนทนากับคุณพ่อสุดมั่นจึงยุติลงเพียงเท่านี้
นี่คือบทสนทนาที่เกิดขึ้นจริงในงานสัมมนาครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน แต่คำพูดของคุณพ่อท่านนั้นยังคงวนเวียนในหัวของผมจนถึงวันนี้ และผมแน่ใจว่าท่านผู้อ่านเองก็อาจจะแอบอิจฉาปนสงสัยว่า ธุรกิจครอบครัวที่ดีอย่างนี้มีด้วยหรือ? วันนี้เราจะมาตรวจสุขภาพ “ธุรกิจครอบครัว” กัน มาเรียนรู้ว่าเขาดูกันอย่างไรเมื่อธุรกิจครอบครัวกำลังจะมีปัญหา โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจาก “โรคความขัดแย้ง” โรคที่ระบาดกันมากที่สุดในแวดวงธุรกิจครอบครัว
จะรู้ได้ยังไงว่าครอบครัวกำลังป่วยด้วย “โรคความขัดแย้ง” ?
ครอบครัวส่วนใหญ่ที่เข้ามาปรึกษาผมมักจะรู้ว่าถ้าหากไม่ทำอะไรธุรกิจครอบครัวของพวกเขาอาจจะมีปัญหาได้ในอนาคต ครอบครัวที่มาส่วนมากจึงมักจะยังไม่มีปัญหา หรือถ้ามีก็เป็นระยะแรกๆ ของโรค พวกเขาตัดสินใจมาปรึกษาเพื่อหาทางป้องกันก่อนที่ “ปัญหา” จะเกิด หรือเพื่อระงับ “การลุกลาม” ของปัญหา ครอบครัวเหล่านี้ไม่น่าเป็นห่วง บางครั้งผมเพียงแค่แนะนำให้เขาไปหาความรู้ในเรื่อง “ธรรมนูญครอบครัว” และสร้างมันขึ้นมาสำหรับครอบครัวของตัวเอง หรือบางครอบครัวก็ให้ผมเข้าไปเป็นที่ปรึกษาในการร่างซึ่งผมก็เข้าไปช่วยเป็นกรณีๆ ไป
แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือครอบครัวที่ไม่รู้เลยว่าตอนนี้ครอบครัวของตัวเองนั้นกำลังมีปัญหา พวกเขากำลังติดเชื้อ “โรคความขัดแย้ง” ที่มีแต่จะพัฒนารุนแรงขึ้นไปเรื่อยๆ หากไม่เร่งสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาสู้ คำถามสำคัญก็คือแล้วคุณจะรู้ได้ยังไงว่า “ครอบครัวกำลังป่วย?” หรือกำลังติดเชื้อ“โรคความขัดแย้ง?” วันนี้ผมขอนำโรคชนิดมาตีแผ่ให้ได้รู้จักกันในวันนี้ ทั้งนี้ “โรคความขัดแย้ง” แบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1 : ผู้ป่วยมีไข้อ่อนๆ จากเชื้อ “ความไม่เท่าเทียม” และ “ความไม่เข้ากัน”
สาเหตุของ “โรคความขัดแย้งในธุรกิจครอบครัว” เกิดจากเชื้อโรค 2 ตัว ได้แก่ เชื้อ “ความไม่เท่าเทียม” ในการจัดสรรผลประโยชน์ อำนาจ โอกาส และ “ความรัก” ระหว่างสมาชิกในครอบครัว (Unequal access to resources, power, opportunities and love) และเชื้ออีกตัวก็คือเชื้อ “ความไม่เข้ากัน” ของค่านิยม ความเชื่อและวัฒนธรรมระหว่างสมาชิกในครอบครัว (Incompatible values and cultures)
เชื้อตัวแรกคือ “ความไม่เท่าเทียม” นี้รวมไปถึงความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นจริงๆ วัดได้เทียบเคียงได้(Actual Unequal Access) และความไม่เท่าเทียมที่เกิดจากการ “คาดเดา” หรือเกิดจากการที่สมาชิก “คิดกันไปเอง” (Perceived Unequal Access) ซึ่งเรื่องของ “ความเท่าเทียม” นี้ถือเป็นปัญหาใหญ่เพราะคนเรามักจะมองความเท่าเทียมไม่เหมือนกัน การหาข้อยุติจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ว่าอย่างไรจึงจะถือว่าเท่าเทียมกัน
แต่ที่น่าสนใจก็คือ สายพันธุ์หนึ่งของเชื้อ “ความไม่เท่าเทียม” ที่เราเรียกว่า สายพันธุ์ “ความรักและการยอมรับจากพ่อแม่” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความร้ายกาจมากสามารถพัฒนาขยายจำนวนเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว มีความรุนแรงสูง และที่ต้องระมัดระวังให้ดีก็คือ คนส่วนมากมักจะสับสนระหว่าง “ความรัก” และ “ความห่วง” ของพ่อแม่ ความสับสนนี้ทำให้ลูกๆ หลายคนมองว่าพ่อแม่ “รักลูกไม่เท่ากัน” ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะส่วนมากพ่อแม่ก็แยกไม่ออกเหมือนกัน!
ส่วน “ความไม่เข้ากัน” ของค่านิยมความเชื่อ และวัฒนธรรมระหว่างสมาชิกในครอบครัวนั้นเป็นสิ่งที่หยั่งรากลึกลงไปในหัวของสมาชิก ซึ่งเกิดจากการเลี้ยงดู การสั่งสอนของพ่อแม่ หรือประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา ดังนั้น ถ้าเกิดมาในครอบครัวเดียวกัน ถูกเลี้ยงมาเหมือนกัน ก็มักจะมีค่านิยม ความเชื่ออะไรคล้ายๆ กัน เช่น ครอบครัวคนจีนให้ความสำคัญกับการศึกษา ขยันทำมาหากินทำให้เจริญ อดออมทำให้ร่ำรวย เป็นต้น
แต่เมื่อเข้าโรงเรียน เข้ามหาวิทยาลัย หรือเริ่มทำงาน สิ่งแวดล้อมและประสบการณ์ที่แตกต่างกันก็อาจทำให้พี่น้องที่คลานตามกันมาเริ่มคิดและเชื่อแตกต่างกันได้ เช่น เด็กที่เรียนโรงเรียนอินเตอร์ เรียนในต่างประเทศ อาจคิดต่างจากเด็กที่เรียนในประเทศ คนทำงานราชการกับคนทำงานเอกชน คนทำงานบริษัทกับคนทำธุรกิจส่วนตัว เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีอีกสายพันธุ์หนึ่งของเชื้อ “ความไม่เข้ากัน” คือสายพันธุ์เขย-สะใภ้ ที่มาจากต่างครอบครัว ต้องบอกว่าในบางกรณีความต่างนั้นมีมากจนเกิดคำพูดประมาณว่า “ไม่รู้ว่า...คิดได้ยังไง?” สายพันธุ์นี้พบได้ทั่วไปในเกือบทุกครอบครัว บางครั้งก็มีความรุนแรงมาก และบางครั้งกลับกลายเป็นสายพันธุ์ที่มีคุณประโยชน์ประดุจ “แลคโตบาซิลลัส” ที่ช่วยให้ครอบครัวที่ได้รับเชื้อสุขภาพดีขึ้น! เขย-สะใภ้ จึงไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่พวกเขาแค่ “ต่าง” จากเรา
ต้องย้ำอีกครั้งว่า “เชื้อความไม่เท่าเทียม” และ “เชื้อความไม่เข้ากันนี้” นี้มีอยู่แล้วในทุกครอบครัว ขึ้นอยู่กับว่าร่างกายเราจะอ่อนแอเมื่อไหร่ หรือมีอะไรไปกระตุ้นให้เชื้อเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็วจนร่างกายเอาไม่อยู่และพัฒนาไปยังระยะที่ 2 ของ “โรคความขัดแย้ง”
ระยะที่ 2 : ผู้ป่วยมี “อาการ” ชิงดีชิงเด่น อิจฉาริษยา ไม่ลงรอยกัน
อาการของโรคความขัดในระยะที่สองที่เห็นได้ชัดมี 3 ประการ ได้แก่ (1) เกิดอาการ “ชิงดีชิงเด่น” ระหว่างกันเองในหมู่สมาชิก (Rivalries) อาจเป็นระหว่างพี่น้องหรือในหมู่ญาติ (2) รู้สึก “อิจฉาริษยา” (Jealousies) ระหว่างกันในวงศาคณาญาติหรือพี่น้องหรือ (3) เกิดความ “ไม่ลงรอยกัน” ระหว่างสมาชิกอันเนื่องมาจาก “บุคลิกภาพ” หรือ “นิสัยใจคอ” ที่แตกต่างกัน (Personality Clashes) เช่น สไตล์การทำงานที่ต่างกัน พฤติกรรมการใช้เงิน การเข้าสังคม เป็นต้น ซึ่งอาการทั้งสามเป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อเชื้อ “ความไม่เท่าเทียม” และ “ความไม่เข้ากัน” ที่ฝังตัวอยู่ในครอบครัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
อาการในระยะที่ 2 นี้ อาจทำให้สมาชิกครอบครัวอาจรู้สึกอึดอัด เริ่มถูกกะเกณฑ์ให้ต้องเข้าพวกเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เกิดการตั้งวงนินทาวงเล็กวงน้อยในครอบครัว มักจะไม่พูดกันตรงๆ หากมีความคิดไม่ตรงกันก็ใช้การสื่อสารทางอ้อมเช่นผ่านบุคคลที่สาม หรือไม่ก็เลือกที่จะไม่คุยกันเลย แต่อาการทั้งหมดนี้ก็ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ยังไม่ได้พัฒนาจนเกิดเป็นการใช้ “ความรุนแรง” ทั้งคำพูดและการกระทำ คือยังไม่ถึงขั้นด่าทอต่อว่ากัน หรือใช้กำลังทำร้ายกัน ส่วนจะพัฒนาไปสู่ระยะที่ 3 หรือไม่นั้น ก็ขึ้นกับ “ภูมิคุ้มกัน” ของร่างกายที่มี
ระยะที่ 3 : ผู้ป่วยมีการใช้ความรุนแรงต่อกัน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สมาชิกและครอบครัวโดยรวม
แต่หากว่า “ภูมิคุ้มกัน” ของร่างกายอ่อนแอไม่อาจจะควบคุมการแพร่ตัวของเชื้อ และอาการก็แย่ลงจนเข้าสู่ระยะสุดท้ายนั่นก็คือ มีการใช้ “ความรุนแรง” ระหว่างกันในครอบครัว ซึ่งความรุนแรงนั้นเริ่มนับได้ตั้งแต่การมี “ทัศนคติที่เป็นศัตรู” กับสมาชิกอีกคนหรืออีกฝ่ายในครอบครัว ไปจนถึงมีทั้งการใช้คำพูดต่อว่าด่าทอกัน เลยไปจนถึงการใช้กำลังทำร้ายกันซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อทั้งร่างกาย จิตใจ ทำลายบรรยากาศที่ดีในครอบครัว ทำลายความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกันในอดีต ทำลายความห่วงหาอาทรซึ่งกันและกันและยังทำให้สมาชิกสูญเสียโอกาสในการพัฒนาตนเองและพัฒนาธุรกิจของตระกูลซึ่งผลสุดท้ายก็หนีไม่พ้นที่จะกระทบต่อความยั่งยืนของธุรกิจครอบครัว
ถ้าครอบครัวใดที่ “โรคความขัดแย้ง” ได้ลามมาถึงระยะที่ 3 นี้แล้วละก็ โอกาสที่จะกลับไปดีเหมือนเดิมก็อาจจะยาก และแม้จะหายแต่ร่องรอย “บาดแผล” จากความรุนแรงก็จะยังคงฝังลึกอยู่ในจิตใจ “การให้อภัย” และ “การลดอัตตา” หรือ “ตัวกูของกู” คือตัวยาที่จะช่วยรักษาโรคความขัดแย้งที่พัฒนามาถึงจุดนี้ให้หายขาดได้แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายก็ตาม ดังนั้น สิ่งที่ครอบครัวควรทำมากที่สุดก็คือการหาทางป้องกันไม่ให้โรคความขัดแย้งก้าวข้ามระยะที่ 2 เข้าสู่ระยะที่ 3 ให้ได้ นั่นก็คือการเสริม “ภูมิคุ้มกัน” ให้กับร่างกายให้มีความเข้มแข็ง
“สามเหลี่ยมความรุนแรง” และการควบคุมความรุนแรงในครอบครัว
“ผู้มีบารมี” และ “กติกาครอบครัว” คือสิ่งที่ช่วยป้องกันและลดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มาสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ให้กับธุรกิจครอบครัว
เพราะ“เชื้อความขัดแย้ง” นั้นมีอยู่โดยทั่วไปตามธรรมชาติ พบกันได้ในทุกครอบครัว ดังนั้น วิธีป้องกันจึงเป็นการสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ให้กับครอบครัว ซึ่งโดยทั่วไปครอบครัวจะมี “ภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ” อยู่แล้วนั่นก็คือการมี “ผู้มีบารมีในครอบครัว” (Authoritative Figure) ก็คือ คุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ใหญ่ในตระกูลที่เมื่อท่านพูดแล้วทุกคนจะฟัง จึงมักจะเป็นผู้อาวุโสของตระกูล หรือผู้ที่มีบทบาทสำคัญในธุรกิจของครอบครัว ภูมิคุ้มกันจาก “ผู้มีบารมี” จะกดเชื้อโรคไม่ให้แสดงอาการออกมา
แต่การพึ่งแต่ “ผู้มีบารมี” ในการปกป้องครอบครัวจากโรคร้ายชนิดนี้นั้นมีความเสี่ยงสูง โดยปัญหาจะเกิดเมื่อ “ผู้มีบารมี” จากเราไปแสนไกล (หรือด้วยเหตุอื่นๆ) ทำให้ท่านไม่อาจทำหน้าที่ภูมิคุ้มกันที่กด “เชื้อความขัดแย้ง” ไว้ได้อีกต่อไป เมื่อเป็นดังนี้ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดก็คือการสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ขึ้นมาเองด้วยสิ่งที่เรียกว่า “กติกาครอบครัว” หรือที่ที่ปรึกษามักจะเรียกกันให้น่าเกรงขามว่า “ธรรมนูญครอบครัว” (Family Constitution) ซึ่งเป็นกติกาที่กำหนดขึ้นโดยสมาชิกครอบครัวกันเอง เพื่อใช้ควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกในตระกูลไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง ช่วยจัดสรรผลประโยชน์ให้กับสมาชิก และกำหนดแนวทางเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและความยั่งยืนของธุรกิจครอบครัว
ที่สำคัญคือ อย่ารอช้า “เชื้อความขัดแย้ง” นั้นมีอยู่ในทุกๆ ครอบครัว อยู่ที่ว่าเชื้อที่แต่ละครอบครัวมีนั้นจะรุนแรงมากน้อยเท่าไหร่และแต่ละครอบครัวก็มีระดับของ “ภูมิคุ้มกัน” มากน้อยแตกต่างกันออกไปด้วยทุกครอบครัวควรตระหนักให้ได้ว่าต่างก็อยู่ในระยะที่ 1 กันอยู่แล้ว อย่ารอให้โรคพัฒนาเข้าสู่ระยะที่2 แล้วค่อยมาแก้ไขกัน มาร่วมกันสร้าง“กติกาในครอบครัว” เพื่อสร้าง “ภูมิคุ้มกันความขัดแย้ง” ให้กับครอบครัวตั้งแต่ยังรักกันดี เพื่อความสุขจะได้อยู่กับครอบครัวเราไปนานๆ
สรุปประเด็นสำคัญ
สาเหตุสำคัญของความขัดแย้งในครอบครัวเกิดจาก (1) “ความไม่เท่าเทียม” ในการจัดสรรผลประโยชน์ อำนาจ โอกาส และความรักระหว่างสมาชิกในครอบครัว และ (2) “ความไม่เข้ากัน” ของค่านิยมและวัฒนธรรมของสมาชิกทั้งคนรุ่นปัจจุบัน คนรุ่นใหม่ รวมไปถึงเขย-สะใภ้ที่มาจากต่างครอบครัว
อาการที่เห็นได้ชัดมี 3 ประการ ได้แก่ เกิดอาการชิงดีชิงเด่นระหว่างสมาชิก เกิดความอิจฉาริษยา หรือเกิดความไม่ลงรอยกันระหว่างสมาชิกเนื่องจากบุคลิกภาพและนิสัยใจคอที่แตกต่างกัน แต่ยังไม่เกิดการปะทะคารมหรือมีการใช้ความรุนแรงระหว่างกัน
หากควบคุมอาการทั้ง 3 ไว้ไม่อยู่ อาจจะเกิดการใช้ความรุนแรงขึ้นได้ซึ่งมีทั้งการใช้คำพูดด่าทอกัน ไปจนถึงการใช้กำลังทำร้ายกันซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อทั้งร่างกายและจิตใจ ทำลายบรรยากาศที่ดีในครอบครัวและส่งผลต่อความยั่งยืนของธุรกิจครอบครัวในที่สุด
“ผู้มีบารมี” และ “กติกาครอบครัว” คือสิ่งที่ช่วยป้องกันและลดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในครอบครัวเปรียบเสมือนเป็น “ภูมิคุ้มกัน” ที่ทรงประสิทธิภาพแต่ครอบครัวก็ไม่ควรคิดที่จะพึ่งเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งต้องมีทั้งสองอย่างคู่กัน “ธุรกิจครอบครัว” จึงจะสำเร็จอย่างยั่งยืน
Family Business Society / การเงินธนาคาร
ฉบับ 407 /มีนาคม 2559
File: famSociety 407
นวพล วิริยะกุลกิจ
ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว ผู้บริหารสถาบัน แฟมิลี่ บิสสิเนส เอเชีย (Family Business Asia) และเป็นผู้อำนวยการร่วมของหลักสูตร “Happy Family, Healthy Business” โดยสถาบัน แฟมิลี่ บิสสิเนส เอเชีย และโรงเรียนพัฒนาผู้นำและสร้างสันติธรรม รักสคูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นวพล ได้ที่ jaynavaphol@gmail.com
สนใจเรื่อง “ธรรมนูญครอบครัว” สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในหนังสือ “ธรรมนูญครอบครัว: เขียนอย่างไรให้สำเร็จ” โดย นวพล วิริยะกุลกิจ จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์การเงินธนาคาร 2557
_pn.png)



ความคิดเห็น